เช็คเด้ง : เมื่อไหร่เป็นคดีอาญา และเมื่อไหร่เป็นแค่หนี้ทางแพ่ง
เช็คเด้งไม่ได้เป็นความผิดอาญาทุกใบ กฎหมายกำหนดว่าต้องเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระ “หนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย” บทความนี้อธิบายองค์ประกอบตาม พ.ร.บ.ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เหตุใดเช็คค้ำประกันจึงไม่เป็นความผิด กำหนดสามเดือนที่เริ่มนับจากวันธนาคารปฏิเสธ และเหตุใดใบคืนเช็คจึงสำคัญที่สุด
ทุกคนรู้ไหมครับว่า เช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินไม่ได้กลายเป็นคดีอาญาทุกใบ หลายคนเข้าใจว่าพอเช็คเด้งก็แจ้งความได้เลย แต่กฎหมายวางเงื่อนไขไว้ก่อนถึงขั้นนั้น และเงื่อนไขที่ชี้ขาดที่สุดกลับเป็นเรื่องที่คนมองข้าม คือ “เช็คใบนั้นออกมาเพื่ออะไร” ไม่ใช่แค่ว่าเงินในบัญชีมีหรือไม่มี
คนที่เข้าใจความต่างนี้จะรู้ตั้งแต่วันแรกว่าเรื่องของตัวเองอยู่ในเส้นทางไหน ควรเก็บเอกสารอะไร และมีกรอบเวลาอะไรที่เดินอยู่ ส่วนคนที่ไม่รู้ มักเก็บเช็คไว้เฉย ๆ หลายเดือนเพราะคิดว่ายังไม่รีบ หรือเข้าใจว่าถ้าไม่เป็นความผิดอาญาก็แปลว่าเรียกเงินคืนไม่ได้เลย ซึ่งไม่ถูกทั้งสองแบบ
ในบทความนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 มีองค์ประกอบอะไร เหตุใดเช็คที่ให้ไว้เป็นหลักประกันจึงไม่เป็นความผิดอาญา ทำไมกำหนดสามเดือนเริ่มนับจากวันที่ธนาคารปฏิเสธ เส้นทางแพ่งเหลืออะไรอยู่ และวันที่เช็คเด้งควรทำอะไรกับ “ใบคืนเช็ค” ครับ
เช็คเด้งไม่ได้เป็นความผิดอาญาทุกใบ (ความเข้าใจผิดข้อแรก)
กฎหมายฉบับที่ใช้อยู่ไม่ได้ลงโทษการที่เงินในบัญชีไม่พอเพียงอย่างเดียว แต่ลงโทษการใช้เช็คในลักษณะที่ทำให้เจ้าหนี้เชื่อว่าจะได้เงิน ทั้งที่ตั้งใจไม่ให้ได้
จุดที่ต่างจากที่คนคิดอยู่ในถ้อยคำสั้น ๆ ว่า “หนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย” ถ้อยคำนี้เป็นองค์ประกอบความผิด ถ้าขาดไปก็ไม่เป็นความผิด ไม่ว่าเงินในบัญชีจะเป็นศูนย์หรือบัญชีถูกปิดไปแล้ว นี่คือเหตุผลที่คดีเช็คจำนวนไม่น้อยจบลงด้วยการยกฟ้องครับ
องค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (สี่ชั้นที่ต้องผ่านครบ)
มาตรา ๔ ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (๑) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น (๒) ในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ (๓) ให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น (๔) ถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้ (๕) ห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต
เมื่อได้มีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น ผู้ออกเช็คมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
- มีหนี้อยู่ก่อนแล้ว และเช็คออกมาเพื่อชำระหนี้นั้น
- หนี้นั้นบังคับได้ตามกฎหมาย ไม่ใช่หนี้ที่ฟ้องร้องไม่ได้หรือตกเป็นโมฆะ
- มีลักษณะหรือการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตาม (1) ถึง (5)
- มีการยื่นเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน
ชั้นที่หนึ่ง หนี้ต้องมีอยู่ก่อนออกเช็ค
ศาลอ่านคำว่า “หนี้ที่มีอยู่จริง” ค่อนข้างเคร่งครัด คือต้องมีหนี้ที่จะต้องชำระกันอยู่ก่อน แล้วจึงออกเช็คมาชำระหนี้ก้อนนั้น ถ้าหนี้เกิดขึ้นในวินาทีเดียวกับที่ส่งมอบเช็ค ก็ไม่เข้าองค์ประกอบ
กรณีคลาสสิกคือการนำเช็คไปแลกเงินสด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1518/2535 ซึ่งวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ อธิบายว่าก่อนออกเช็คคู่กรณีหามีหนี้ต่อกันไม่ จึงมิใช่การออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริง แนวเดียวกันอยู่ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2088/2535 เหตุผลปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติเอง ที่ต้องการให้ชัดแจ้งว่าเช็คที่จะมีความผิดต้องออกเพื่อให้มีผลผูกพันและบังคับชำระหนี้ได้ตามกฎหมายเท่านั้นครับ
ชั้นที่สอง หนี้ต้องบังคับได้ตามกฎหมาย
หนี้อาจ “มีอยู่จริง” ในความรู้สึกของคู่กรณี แต่ “บังคับไม่ได้” ตามกฎหมาย ซึ่งผลก็เท่ากับขาดองค์ประกอบความผิดเช่นกัน
ตัวอย่างที่ชัดอยู่ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5829/2540 คดีนั้นมีสัญญากู้เป็นหนังสือ แต่ปิดอากรแสตมป์โดยไม่ได้ขีดฆ่า จึงถือว่าไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์และรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ เมื่อไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมที่ใช้ได้ หนี้เงินกู้เกินห้าสิบบาทจึงบังคับไม่ได้ การออกเช็คชำระหนี้นั้นย่อมขาดองค์ประกอบความผิด และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 894/2539 ย้ำว่าเมื่อไม่ได้นำสืบว่าเช็คออกเพื่อชำระหนี้ที่บังคับได้ ก็ไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4
ดอกเบี้ยเกินอัตรา แยกได้กับแยกไม่ได้ให้ผลต่างกัน
ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2086/2545 เช็คระบุสามแสนบาท แต่มูลหนี้จริงมีเพียงสองแสนบาท ส่วนที่เหลือเป็นดอกเบี้ยเกินอัตราซึ่งแยกออกจากต้นเงินไม่ได้ ศาลวินิจฉัยว่าส่วนเกินตกเป็นโมฆะฟ้องบังคับมิได้ การออกเช็คนั้นจึงไม่เป็นความผิด แนวเดียวกันอยู่ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2502/2534 และที่ 634/2518
แต่ไม่ใช่ทุกกรณีที่ดอกเบี้ยเกินอัตราจะทำให้พ้นความผิด ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7909/2543 ศาลแยกได้ว่าเช็คพิพาทชำระต้นเงินห้าแสนบาท ส่วนดอกเบี้ยเป็นคนละส่วน เมื่อเช็คใบที่ฟ้องไม่ได้รวมดอกเบี้ยที่มิชอบไว้ ก็ยังเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่บังคับได้ เส้นแบ่งจึงอยู่ที่ว่า “แยกต้นเงินกับดอกเบี้ยออกจากกันได้หรือไม่” ครับ
เช็คค้ำประกัน จุดที่คดีอาญาส่วนใหญ่ตกม้าตาย
นี่คือหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ เพราะธรรมเนียมการค้าจำนวนมากใช้เช็คเป็น “หลักประกัน” ไม่ใช่ “การชำระหนี้” เช่น ให้เช็คไว้เผื่อลูกค้าไม่จ่ายค่าสินค้า หรือเซ็นเช็คแนบไว้กับสัญญากู้เพื่อให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1351/2542 วางหลักไว้ชัด สัญญากู้ระบุว่าผู้กู้ได้นำเช็คหนึ่งฉบับให้ผู้ให้กู้ยึดไว้เป็นประกัน ศาลวินิจฉัยว่าข้อความนี้มีความหมายชัดแจ้งว่าเช็คนั้นเป็นหลักประกันการชำระหนี้ มิใช่เช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ จึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และแม้ภายหลังจะขอผัดผ่อนชำระเงินต้นและขอให้เจ้าหนี้อย่านำเช็คไปเรียกเก็บ ก็ไม่ทำให้กลับมามีความผิด
แนวนี้ย้อนไปถึงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 862/2512 ซึ่งวินิจฉัยว่าการออกเช็คเพื่อใช้แทนสัญญากู้ไม่ใช่การออกเช็คเพื่อชำระหนี้ และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2570/2526 ซึ่งผู้รับเช็คทราบว่าบัญชีถูกปิดแล้ว การรับเช็คไว้มิใช่เพื่อให้ได้รับชำระหนี้ แต่รับไว้เพื่อเป็นประกันและเพื่อบีบบังคับให้ชำระหนี้ ศาลวินิจฉัยว่าไม่เป็นความผิด ผมย้ำจุดนี้เพราะมันตัดทั้งสองทางครับ
แม้ไม่ผิดอาญา ก็ยังรับผิดทางแพ่งตามเช็ค
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2552 เป็นกรณีออกเช็คเพื่อประกันค่าสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อ ศาลวินิจฉัยว่าตราบใดที่ยังไม่มีการชำระค่าสินค้า ผู้ออกเช็คก็ยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คนั้น และอธิบายว่าที่ไม่ต้องรับผิดทางอาญาเป็นเพราะเช็คที่ออกมิใช่เช็คเพื่อชำระหนี้อันเป็นองค์ประกอบของความผิด แต่ความรับผิดต่อผู้ทรงเช็คในทางแพ่งยังอยู่
นี่คือเหตุผลที่อย่ารีบสรุปว่า “ไม่เป็นคดีอาญา” เท่ากับ “ทำอะไรไม่ได้” เพราะสองเรื่องนี้เดินแยกกันมาตั้งแต่ต้น
ตารางเปรียบเทียบ เป็นความผิดอาญา หรือเป็นแค่หนี้ทางแพ่ง
ตารางนี้เป็นภาพหลักการ ไม่ใช่การประเมินเรื่องของใครโดยเฉพาะ เพราะข้อเท็จจริงที่ต่างกันเล็กน้อยเปลี่ยนผลได้
| ประเด็น | เข้าข่ายความผิดอาญาได้ | เป็นเรื่องทางแพ่งเท่านั้น |
|---|---|---|
| ที่มาของหนี้ | มีหนี้อยู่ก่อน แล้วออกเช็คมาชำระ | หนี้เกิดพร้อมการส่งมอบเช็ค เช่น แลกเงินสด |
| วัตถุประสงค์ของเช็ค | ให้ไว้เพื่อชำระหนี้ | ให้ไว้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ |
| สภาพของหนี้ | บังคับได้ มีหลักฐานที่รับฟังได้ | บังคับไม่ได้ หรือมีดอกเบี้ยเกินอัตราที่แยกไม่ออก |
| กรอบเวลาที่ต้องระวัง | ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันธนาคารปฏิเสธ | อายุความฟ้องผู้สั่งจ่ายตามเช็คหนึ่งปี |
| ความรับผิด | มีทั้งทางอาญาและทางแพ่ง | ไม่มีทางอาญา แต่ทางแพ่งยังอยู่ |
ถ้าหนี้เดิมถูกแปลงเป็นหนี้ใหม่ ผลอาจเปลี่ยน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2921/2540 อธิบายกลไกนี้ไว้ชัด ศาลวินิจฉัยว่าการนำเช็คไปแลกเงินสดไม่เป็นความผิด แต่เมื่อเช็คนั้นไม่มีการใช้เงิน ย่อมเกิดเป็นหนี้ระหว่างคู่กรณีตามจำนวนเงินในเช็ค ต่อมาคู่กรณีแปลงหนี้ตามเช็คมาเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืม แล้วออกเช็คฉบับใหม่ชำระหนี้ตามสัญญานั้น เช็คใบใหม่จึงถือว่าออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย และเป็นความผิดได้
เห็นไหมครับว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเงิน แต่อยู่ที่ “ลำดับเวลาและเอกสารที่ทำกันไว้” ล้วน ๆ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผมมักบอกว่าอย่าทิ้งเอกสารเก่า แม้เรื่องจะดูจบไปแล้ว
วันที่ความผิดเกิด ไม่ใช่วันที่ลงในเช็ค
กฎหมายใช้วันที่คนละวันสำหรับคนละเรื่อง ถ้าจับสลับกัน กรอบเวลาที่คำนวณไว้จะผิดทั้งหมด ในด้านหนึ่ง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5829/2540 วางหลักว่าวันออกเช็คตามพระราชบัญญัตินี้คือวันที่ลงในเช็ค ส่วนวันที่เขียนเช็คหาใช่วันออกเช็คไม่ ซึ่งสำคัญกับเช็คลงวันที่ล่วงหน้า
ในอีกด้าน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 150/2550 วินิจฉัยว่าความผิดตาม พ.ร.บ.ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เกิดขึ้นเมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน มิใช่วันที่ลงในเช็ค พูดง่าย ๆ คือวันที่ลงในเช็คตอบว่า “ออกเช็คเมื่อไหร่” ส่วนวันที่ธนาคารปฏิเสธตอบว่า “ความผิดเกิดเมื่อไหร่” และนาฬิกาสามเดือนเดินจากวันหลังครับ
ใบคืนเช็ค เอกสารที่สำคัญที่สุดในวันที่เช็คเด้ง
ถ้าจะให้ผมเลือกสิ่งเดียวที่ผู้ทรงเช็คควรทำในวันที่รู้ว่าเช็คเรียกเก็บไม่ได้ ผมจะเลือกการขอ “ใบคืนเช็ค” จากธนาคารและเก็บต้นฉบับไว้ พร้อมเก็บตัวเช็คคืนมาด้วย เพราะใบคืนเช็คระบุทั้งวันที่ธนาคารปฏิเสธอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นวันตั้งต้นนับกรอบเวลา และระบุเหตุผลที่ปฏิเสธ เช่น เงินในบัญชีไม่พอ โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย หรือบัญชีปิดแล้ว ซึ่งชี้ไปยังลักษณะการกระทำตามอนุมาตราที่ต่างกัน
ที่ต้องระวังคือการปฏิเสธไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7501/2544 วินิจฉัยว่าแม้ธนาคารปฏิเสธด้วยวาจา ก็ต้องถือว่าปฏิเสธการใช้เงินตามเช็คแล้ว เพราะกฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าการปฏิเสธต้องทำเป็นหนังสือ ในคดีนั้นผู้เสียหายร้องทุกข์เมื่อพ้นสามเดือน คดีจึงขาดอายุความ แปลว่าอย่ารอให้ได้กระดาษก่อนจึงนับวันครับ
สามเดือน นาฬิกาที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเดินอยู่
มาตรา ๕ ความผิดตามมาตรา ๔ เป็นความผิดอันยอมความได้
มาตรา ๙๖ ภายใต้บังคับมาตรา ๙๕ ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ
อ่านสองมาตรานี้ประกอบกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 150/2550 จะเห็นว่าสามเดือนเริ่มนับจากวันที่ธนาคารปฏิเสธ ไม่ใช่วันที่ลงในเช็ค และไม่ใช่วันที่ตกลงกันครั้งสุดท้ายว่าจะจ่ายเมื่อไหร่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 588/2546 ชี้อีกจุดที่คนเข้าใจผิดกันมาก คือประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติเรื่องอายุความไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ไม่มีบทเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงอย่างที่มีในทางแพ่ง ในคดีนั้นแม้ยื่นฟ้องต่อศาลหนึ่งไว้ในกำหนด แต่ศาลนั้นไม่มีเขตอำนาจและจำหน่ายคดีไป เมื่อไปฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจอีกครั้งเมื่อพ้นกำหนด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องก็ระงับไป
ยื่นเช็คใหม่อีกครั้งไม่ทำให้เวลาเริ่มนับใหม่
วิธีคิดที่ดูสมเหตุสมผลแต่ผิดกฎหมาย คือผู้ทรงนำเช็คไปเรียกเก็บ ธนาคารปฏิเสธ แล้วรอผู้ออกเช็คติดต่อกลับ ต่อมานำเช็คใบเดิมไปเรียกเก็บอีกครั้ง แล้วเข้าใจว่าสามเดือนเริ่มนับจากการปฏิเสธครั้งหลัง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1983/2521 วินิจฉัยว่าการยื่นเรียกเก็บเงินใหม่ไม่ทำให้อายุความเริ่มนับใหม่ เพราะเป็นความผิดอันเดียวกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 984/2535 ไปไกลอีกขั้น คดีนั้นผู้ออกเช็คแก้ไขวันเดือนปีในเช็คแล้วมอบให้ไปเรียกเก็บอีกครั้ง แต่ธนาคารปฏิเสธเช่นเดิม ศาลวินิจฉัยว่าจะถือว่าเป็นการกระทำผิดครั้งใหม่ไม่ได้ ทำนองเดียวกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2380/2517 วินิจฉัยว่าเมื่อธนาคารปฏิเสธในการยื่นครั้งแรกแล้ว ถือว่าความผิดเกิดขึ้นและรู้ตัวผู้กระทำผิดตั้งแต่วันนั้น สิ่งที่ควรได้จากหัวข้อนี้คือการจดวันแรกที่ธนาคารปฏิเสธไว้ให้ชัดครับ
ยอมความได้ และการชำระเงินทำให้คดีเลิกกัน
มาตรา ๗ ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๔ ได้ใช้เงินตามเช็คแก่ผู้ทรงเช็คหรือแก่ธนาคารภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ออกเช็คได้รับหนังสือบอกกล่าวจากผู้ทรงเช็คว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น หรือหนี้ที่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๔ ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๓๙ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้ (๑) โดยความตายของผู้กระทำผิด (๒) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย (๓) เมื่อคดีเลิกกันตามมาตรา ๓๗ (๔) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง (๕) เมื่อมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำผิดยกเลิกความผิดเช่นนั้น (๖) เมื่อคดีขาดอายุความ (๗) เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ
ที่อยากให้สังเกตคือ อนุมาตรา (2) และ (6) อยู่ในมาตราเดียวกัน แปลว่าทั้ง “การตกลงกันได้” และ “การปล่อยให้เวลาผ่านไป” นำไปสู่ผลเดียวกันในทางกฎหมาย ต่างกันแต่ว่าอย่างหนึ่งเป็นการตัดสินใจของคู่กรณี อีกอย่างเป็นผลของการไม่ได้ตัดสินใจ
อีกครึ่งของ พ.ร.บ.ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ที่คนอ่านข้ามคือส่วนท้าย ซึ่งบอกว่าถ้าหนี้ที่เป็นมูลของเช็คสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีก็เลิกกัน ตอกย้ำว่าคดีเช็คผูกติดอยู่กับหนี้เบื้องหลังตลอดทาง
เส้นทางแพ่ง เช็คคืออะไรและใครต้องรับผิด
มาตรา ๙๘๗ อันว่าเช็คนั้น คือหนังสือตราสารซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้สั่งจ่าย สั่งธนาคารให้ใช้เงินจำนวนหนึ่งเมื่อทวงถามให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง หรือให้ใช้ตามคำสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่ง อันเรียกว่าผู้รับเงิน
มาตรา ๙๐๐ บุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงินย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น
สองมาตรานี้อธิบายว่าทำไมเช็คจึงมีน้ำหนักมากในทางแพ่ง เพราะความรับผิดผูกอยู่กับลายมือชื่อบนตราสารและเนื้อความในตราสารนั้นเอง ไม่ต้องย้อนไปพิสูจน์รายละเอียดของธุรกรรมเบื้องหลังทุกขั้น และนี่คือฐานที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2552 ใช้อธิบายว่าเช็คค้ำประกันยังก่อความรับผิดทางแพ่งได้ครับ
กำหนดเวลายื่นเช็ค และเช็คที่ค้างไว้นานเกินไป
มาตรา ๙๙๐ ผู้ทรงเช็คต้องยื่นเช็คแก่ธนาคารเพื่อให้ใช้เงิน คือว่าถ้าเป็นเช็คให้ใช้เงินในเมืองเดียวกันกับที่ออกเช็คต้องยื่นภายในเดือนหนึ่งนับแต่วันออกเช็คนั้น ถ้าเป็นเช็คให้ใช้เงินที่อื่นต้องยื่นภายในสามเดือน ถ้ามิฉะนั้นท่านว่าผู้ทรงสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สลักหลังทั้งปวง ทั้งเสียสิทธิอันมีต่อผู้สั่งจ่ายด้วยเพียงเท่าที่จะเกิดความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ผู้สั่งจ่ายเพราะการที่ละเลยเสียไม่ยื่นเช็คนั้น
มาตรา ๙๙๑ ธนาคารจำต้องใช้เงินตามเช็คซึ่งผู้เคยค้ากับธนาคารได้ออกเบิกเงินแก่ตน เว้นแต่ในกรณีดังกล่าวต่อไปนี้ คือ (๑) ไม่มีเงินในบัญชีของผู้เคยค้าคนนั้นเป็นเจ้าหนี้พอจะจ่ายตามเช็คนั้น หรือ (๒) เช็คนั้นยื่นเพื่อให้ใช้เงินเมื่อพ้นเวลาหกเดือนนับแต่วันออกเช็ค หรือ (๓) ได้มีคำบอกกล่าวว่าเช็คนั้นหายหรือถูกลักไป
อนุมาตรา (2) ของ ป.พ.พ. มาตรา 991 คือที่มาของคำว่าเช็คค้างนาน เมื่อพ้นหกเดือนนับแต่วันออกเช็ค ธนาคารไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายอีก เช็คจึงไม่เหมือนเอกสารกู้ยืมที่นอนอยู่ในลิ้นชักได้นาน ๆ เพราะมีกลไกเรื่องเวลาซ้อนกันหลายชั้น ทั้งชั้นยื่นต่อธนาคาร ชั้นสิทธิไล่เบี้ย และชั้นอายุความฟ้องคดี
อายุความฟ้องคดีแพ่งตามเช็ค
มาตรา ๑๐๐๒ ในคดีที่ผู้ทรงตั๋วเงินฟ้องผู้สลักหลังและผู้สั่งจ่าย ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่วันที่ได้ลงในคำคัดค้านซึ่งได้ทำขึ้นภายในเวลาอันถูกต้องตามกำหนด หรือนับแต่วันตั๋วเงินถึงกำหนด ในกรณีที่มีข้อกำหนดไว้ว่า “ไม่จำต้องมีคำคัดค้าน”
กรอบหนึ่งปีนี้เดินคนละชุดกับกรอบสามเดือนในทางอาญา จึงเกิดสถานการณ์ที่คนไม่คาดคิดได้ เช่น กรอบทางอาญาผ่านไปแล้วแต่กรอบทางแพ่งยังเหลืออยู่ ผมจึงบอกเสมอว่าให้ตรวจวันที่ให้ชัดก่อนสรุปอะไรครับ
คำถามที่พบบ่อย
เช็คเด้งแล้วแจ้งความได้ทุกกรณีหรือไม่
ไม่ใช่ทุกกรณีครับ ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ถ้าหนี้ยังไม่มีอยู่ก่อนออกเช็ค เช่น นำเช็คไปแลกเงินสดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1518/2535 หรือหนี้นั้นบังคับไม่ได้ ก็ขาดองค์ประกอบความผิด แม้เงินในบัญชีจะไม่มีเลยก็ตาม
เช็คที่ให้ไว้เป็นหลักประกัน ถ้าเด้งแล้วเงินหายไปเลยหรือไม่
ไม่ใช่ครับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2552 อธิบายว่าเช็คที่ออกเพื่อประกันการชำระหนี้ไม่ก่อความรับผิดทางอาญา เพราะมิใช่เช็คเพื่อชำระหนี้อันเป็นองค์ประกอบของความผิด แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการชำระหนี้ ผู้ออกเช็คก็ยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คนั้นต่อผู้ทรงเช็คในทางแพ่ง
กำหนดสามเดือนเริ่มนับจากวันที่ลงในเช็คหรือวันที่ธนาคารปฏิเสธ
เริ่มนับจากวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินครับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 150/2550 วินิจฉัยว่าความผิดตาม พ.ร.บ.ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เกิดขึ้นเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน มิใช่วันที่ลงในเช็ค การนับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 จึงเริ่มจากวันนั้น และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 984/2535 กับที่ 1983/2521 ยังวินิจฉัยว่าการยื่นเรียกเก็บอีกครั้งไม่ทำให้เริ่มนับใหม่
ถ้าผู้ออกเช็คจ่ายเงินภายหลัง คดีอาญาจะเป็นอย่างไร
พ.ร.บ.ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 5 กำหนดว่าความผิดตามมาตรา 4 เป็นความผิดอันยอมความได้ และมาตรา 7 กำหนดว่าถ้าผู้กระทำความผิดใช้เงินตามเช็คแก่ผู้ทรงเช็คหรือแก่ธนาคารภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็ค หรือหนี้ที่ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ถือว่าคดีเลิกกัน ซึ่งสอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39
สรุป
จากที่เล่ามาทั้งหมด จะเห็นว่าเรื่องเช็คเด้งเดินอยู่บนสองเส้นทางที่แยกกันมาตั้งแต่ต้น เส้นทางอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เรียกร้องให้มีหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายอยู่ก่อนแล้วจึงออกเช็คมาชำระ ทำให้เช็คค้ำประกันและเช็คแลกเงินสดไม่เข้าองค์ประกอบตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1351/2542 และที่ 1518/2535 ส่วนกรอบสามเดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 เริ่มนับจากวันที่ธนาคารปฏิเสธและไม่เริ่มนับใหม่เพราะการยื่นเช็คซ้ำ ในขณะที่ พ.ร.บ.ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 5 และมาตรา 7 เปิดทางให้เรื่องจบลงด้วยการชำระเงินหรือการตกลงกัน และเส้นทางแพ่งเรื่องตั๋วเงินยังคงมีอยู่แม้ไม่มีความผิดอาญา
คนที่เข้าใจโครงสร้างนี้จะอ่านสถานการณ์ของตัวเองได้เร็วขึ้นมาก รู้ว่าควรขออะไรจากธนาคารในวันแรก รู้ว่าเอกสารชุดไหนอธิบายว่าเช็คใบนั้นออกมาเพื่ออะไร และรู้ว่ามีวันที่ใดที่ต้องจดไว้ให้แม่นยำ สุดท้ายแล้วเรื่องเช็คเด้งไม่ได้ตัดสินกันที่ว่า “เงินในบัญชีมีหรือไม่มี” แต่ตัดสินกันที่ว่า “เช็คใบนั้นออกมาเพื่อชำระหนี้ หรือออกมาเพื่อค้ำประกัน”
สิ่งที่ควรทำต่อไป
- ขอใบคืนเช็คจากธนาคารและเก็บต้นฉบับไว้ พร้อมขอเช็คที่ถูกคืนกลับมาด้วย
- จดวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินครั้งแรกไว้ให้ชัด เพราะเป็นวันตั้งต้นนับกรอบเวลา
- รวบรวมเอกสารที่อธิบายว่าเช็คใบนั้นออกมาเพื่ออะไร โดยเก็บทั้งชุด
- ตรวจสัญญาที่เกี่ยวข้องว่าเรียบร้อยในทางรูปแบบ เช่น ปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าครบถ้วนแล้วหรือยัง
- เก็บบทสนทนาที่เกี่ยวข้องไว้ทั้งหมด ไม่ลบและไม่แก้ไข
- ตรวจวันที่ให้ครบทั้งชุด ทั้งวันที่ลงในเช็ค วันที่ยื่นเรียกเก็บ และวันที่ธนาคารปฏิเสธ
หากคุณกำลังประสบปัญหาเรื่องนี้
ถ้าคุณกำลังเจอเรื่องแบบนี้อยู่ หรือไม่แน่ใจว่าหลักฐานที่มีในมือเพียงพอหรือไม่ สอบถามเข้ามาได้ครับ เราจะช่วยดูว่าเอกสารและข้อความที่คุณเก็บไว้บอกอะไรได้บ้างในทางกฎหมาย และมีทางเลือกอะไรอยู่ข้างหน้า
หลักฐานที่ควรเตรียมไว้ก่อนปรึกษา
- ใบคืนเช็คต้นฉบับจากธนาคาร พร้อมเหตุผลการปฏิเสธที่ธนาคารระบุไว้
- ตัวเช็คที่ถูกคืนมา ทั้งด้านหน้าและด้านหลังรวมถึงรายการสลักหลังทั้งหมด
- เอกสารที่แสดงมูลหนี้เบื้องหลัง เช่น สัญญากู้ยืม สัญญาซื้อขาย ใบสั่งซื้อ ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้
- ข้อความหรือจดหมายที่คุยกันตอนส่งมอบเช็ค เก็บทั้งบทสนทนา อย่าตัดเฉพาะบางช่วง
- บันทึกวันที่ทราบว่าเช็คเรียกเก็บไม่ได้ครั้งแรก รวมถึงกรณีที่ธนาคารแจ้งด้วยวาจา
- หนังสือบอกกล่าวหรือหลักฐานการทวงถามที่ส่งไปแล้ว พร้อมหลักฐานการรับ
- หลักฐานการชำระเงินบางส่วนหรือการตกลงผัดผ่อน หากเคยมีการพูดคุยกันไว้
ปรึกษาเบื้องต้นไม่มีข้อผูกมัด และทุกเรื่องที่ปรึกษาเป็นความลับตามจรรยาบรรณวิชาชีพ โทร 065-145-5546 หรือติดต่อผ่านช่องทางใดก็ได้ที่สะดวก
บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป มิใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี ข้อเท็จจริงที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยอาจเปลี่ยนผลทางกฎหมายทั้งหมด และตัวบทอาจมีการแก้ไข โปรดปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการใด ๆ