แชทใช้แทนสัญญากู้ได้ไหม : ไลน์ เมสเซนเจอร์ และแชทอื่น กับหลักเกณฑ์สามประการที่ต้องครบ
ข้อความแชทไม่ว่าจะเป็นไลน์ เมสเซนเจอร์ อินสตาแกรม หรือช่องทางใด ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่แนวคำพิพากษาศาลฎีกาชี้ว่าการเป็นหนังสือและมีลายมือชื่อยังไม่พอ เนื้อความต้องแสดงว่าเป็นการกู้ยืมเงินด้วย
ทุกคนรู้ไหมครับว่า เงินสองก้อนที่โอนให้คนเดียวกัน ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ห้องเดียวกัน ห่างกันเพียงเดือนเศษ ศาลฎีกาอาจตัดสินให้ก้อนหนึ่ง “ชนะ” และอีกก้อนหนึ่ง “ยกฟ้อง” ได้ และความแตกต่างทั้งหมดอยู่ที่ข้อความเพียงประโยคเดียวที่เจ้าหนี้พิมพ์ลงไปตอนโอนเงิน
ทุกวันนี้คนให้ยืมเงินกันผ่านแชทแทบทั้งหมด บางคนใช้ไลน์ บางคนใช้เมสเซนเจอร์ อินสตาแกรม วอตส์แอปป์ หรือแม้แต่ข้อความสั้นกับอีเมล โอนเสร็จก็จบ ไม่มีใครทำสัญญากู้เป็นกระดาษกันแล้ว หลายคนสบายใจว่ามีแชทเก็บไว้ก็คงพอ แต่ในทางปฏิบัติ คดีที่ผมเห็นแพ้กันเพราะเรื่องนี้มีจำนวนไม่น้อยเลย เพราะ “มีแชท” กับ “มีหลักฐานแห่งการกู้ยืม” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ในบทความนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่า กฎหมายให้แชทไลน์มีค่าเท่ากับหนังสือได้อย่างไร มีเงื่อนไขอะไรบ้าง และคำพิพากษาศาลฎีกาสามฉบับวางเส้นแบ่งไว้ตรงไหน พร้อมข้อควรระวังที่เอาไปใช้ได้ทันทีครับ
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้
สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดตั้งแต่ต้นคือ กฎหมายไม่ได้ปฏิเสธแชท และไม่เคยปฏิเสธมาตั้งแต่ปี 2544 แล้ว ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “แชทใช้ได้หรือไม่ได้” แต่อยู่ที่ว่า “ในแชทนั้นมีข้อความอะไร”
เรื่องนี้ต้องมีองค์ประกอบครบทั้งสามประการ คือ ข้อความนั้นถือเป็นหนังสือหรือยัง มีสิ่งที่ถือเป็นลายมือชื่อผู้ยืมหรือไม่ และที่สำคัญที่สุด เนื้อความนั้นแสดงว่าเป็นการ “กู้ยืมเงิน” หรือเปล่า ขาดประการใดประการหนึ่งไป ต่อให้มีแชทยาวเป็นร้อยหน้าก็ฟ้องไม่ได้ครับ
ประการแรก กฎหมายบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว
ข้อสังเกตแรกคือ มาตรานี้ไม่ได้บังคับว่าการกู้ยืมต้อง “ทำเป็นหนังสือ” จึงจะสมบูรณ์ สัญญากู้ยืมเกิดขึ้นตั้งแต่ส่งมอบเงินแล้ว เพียงแต่ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืม เจ้าหนี้จะ “ฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่” เท่านั้น
ข้อสังเกตที่สองซึ่งสำคัญกว่าคือ กฎหมายต้องการลายมือชื่อของ “ผู้ยืม” ไม่ใช่ผู้ให้ยืม ดังนั้นข้อความที่เจ้าหนี้พิมพ์ไปฝ่ายเดียวโดยลูกหนี้ไม่ตอบอะไรเลย จึงมีปัญหาตั้งแต่ต้นทางครับ
ทุกแพลตฟอร์มอยู่ใต้กฎเดียวกัน
ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความใดเพียงเพราะเหตุที่ข้อความนั้นอยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
มาตรานี้สั้นแต่เป็นรากฐานของทั้งเรื่อง เพราะปิดประตูข้อต่อสู้ที่ว่า “นี่มันแค่แชท ไม่ใช่เอกสาร” ลงไปตั้งแต่แรก ศาลจะยกข้อความทิ้งเพียงเพราะมันอยู่ในโทรศัพท์ไม่ได้ครับ
และให้สังเกตว่ากฎหมายเขียนคำว่า “ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” ไว้กว้าง ไม่ได้ระบุชื่อแอปพลิเคชันใดเลย ดังนั้นไลน์ เมสเซนเจอร์ อินสตาแกรม วอตส์แอปป์ ข้อความสั้น หรืออีเมล จึงอยู่ใต้หลักเดียวกันทั้งหมด สิ่งที่ต่างกันมีเพียงความยากง่ายในการเก็บหลักฐานและการยืนยันว่าใครเป็นผู้ส่ง ไม่ใช่ตัวหลักกฎหมาย
จะเห็นชัดในคดีที่จะเล่าต่อไป เพราะคดีหนึ่งเป็นข้อความทางไลน์ อีกคดีหนึ่งเป็นข้อความทางเฟซบุ๊ก แต่ศาลใช้มาตราชุดเดียวกันวินิจฉัยทั้งสองคดีครับ
แชทกลายเป็น “หนังสือ” ได้อย่างไร
ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 9 ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้การใดต้องทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือมีเอกสารมาแสดง หรือกำหนดผลทางกฎหมายกรณีไม่ทำเป็นหนังสือ ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือไม่มีเอกสารมาแสดง ถ้าได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือมีเอกสารมาแสดงตามที่กฎหมายกำหนด
ให้สังเกตถ้อยคำว่า “เข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง” ให้ดีครับ เพราะคำว่า “ความหมาย” ในวรรคนี้เองที่กลายเป็นจุดแพ้ชนะในคดีจริง ไม่ใช่เรื่องรูปแบบไฟล์หรือวิธีเก็บอย่างที่หลายคนเข้าใจ
แล้ว “ลายมือชื่อ” อยู่ตรงไหน
ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้มีการลงลายมือชื่อ หรือกำหนดผลทางกฎหมายกรณีที่ไม่มีการลงลายมือชื่อไว้ ให้ถือว่าได้มีการลงลายมือชื่อแล้ว ถ้า (1) ใช้วิธีการที่สามารถระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อ และสามารถแสดงเจตนาของเจ้าของลายมือชื่อเกี่ยวกับข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และ (2) ใช้วิธีการในลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (ก) วิธีการที่เชื่อถือได้โดยเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการสร้างหรือส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยคำนึงถึงพฤติการณ์แวดล้อมทั้งปวง รวมถึงข้อตกลงใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือ (ข) วิธีการอื่นใดที่สามารถยืนยันตัวเจ้าของลายมือชื่อและสามารถแสดงเจตนาของเจ้าของลายมือชื่อตาม (1) ได้ด้วยวิธีการนั้นเองหรือประกอบกับพยานหลักฐานอื่น
ในทางปฏิบัติ การส่งข้อความจากบัญชีของตนเองซึ่งปรากฏชื่อผู้ส่งอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบัญชีไลน์ เฟซบุ๊ก หรือช่องทางอื่น ศาลถือว่าเข้าเงื่อนไขนี้ได้ไม่ยากครับ และจะเห็นต่อไปว่าศาลไปไกลถึงขนาดที่ว่า แม้แต่การส่ง “สติกเกอร์” ก็ยังถือเป็นการลงลายมือชื่อได้
คดีที่ชนะครึ่งหนึ่ง แพ้ครึ่งหนึ่ง ในแชทเดียวกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2568 เป็นคดีที่ผมอยากให้อ่านละเอียดที่สุด เพราะข้อเท็จจริงเปรียบเทียบกันได้ชัดในคดีเดียว
ก้อนแรก วันที่ 28 มกราคม 2565 โจทก์และจำเลยสนทนากันทางไลน์ จากนั้นโจทก์โอนเงิน 200,000 บาท พร้อมส่งบันทึกการโอนและพิมพ์ข้อความว่า
โจทก์: พี่ให้ยืมแล้ว
จำเลย: ขอบคุณครับเอื้อยครับ
ศาลฎีกาถือว่าข้อความชุดนี้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท เป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง และมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ส่วนนี้จำเลยจึงต้องชำระหนี้
ก้อนที่สอง วันที่ 15 มีนาคม 2565 ห่างกันเดือนเศษ ในห้องแชทเดียวกัน โจทก์และจำเลยโทรคุยกันสองครั้ง เวลา 15.20 นาฬิกา และ 16.35 นาฬิกา แล้วโจทก์โอนเงิน 100,000 บาท เวลา 17 นาฬิกา ต่อมาเวลา 17.07 นาฬิกา จำเลยส่งสติกเกอร์กลับมา
จำเลย: (สติกเกอร์) ขอบคุณครับ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การสนทนาดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพัน และแม้มาตรา 9 จะถือว่าการที่จำเลยส่งสติกเกอร์คำว่าขอบคุณครับเป็นการลงลายมือชื่อของจำเลยแล้วก็ตาม แต่ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 8 ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่สนทนากันจะต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ “โดยมีความหมายว่ากู้ยืมเงิน” จึงจะถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง
เมื่อเนื้อหาที่สนทนากันไม่มีข้อความใดแสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืม ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นย่อมไม่มีผลบังคับให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ได้ ศาลจึงยกฟ้องในส่วนนี้ครับ
จุดชี้ขาดอยู่ที่คำว่า “ยืม”
สังเกตให้ดีว่าทั้งสองก้อนอยู่ในห้องแชทเดียวกัน คู่กรณีคู่เดียวกัน วิธีโอนเหมือนกัน และจำเลยก็ตอบกลับทั้งสองครั้ง สิ่งที่ต่างกันมีอย่างเดียวคือ ครั้งแรกโจทก์พิมพ์คำว่า “พี่ให้ยืมแล้ว” ส่วนครั้งหลังโจทก์โอนเงินไปเฉย ๆ
ประโยคสั้น ๆ ห้าคำนั้นมีมูลค่าหนึ่งแสนบาทพอดีครับ
นี่คือเหตุผลที่ผมมักบอกลูกความเสมอว่า ตอนโอนเงินให้ใครยืม อย่าโอนเงียบ ๆ ให้พิมพ์คำว่า “ให้ยืม” ลงไปในแชทด้วยเสมอ และรอจนกว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับมาในลักษณะที่รับรู้ว่าเป็นการยืม
ศาลไม่รับข้ออ้างธรรมเนียมโดยปริยาย
ในคดีเดียวกันนี้ โจทก์ยังฎีกาต่อสู้ว่า ในเมื่อจำเลยเคยกู้ยืมเงิน 200,000 บาท อันมีหลักฐานอยู่ในแอปพลิเคชันไลน์เดียวกันมาก่อนแล้ว แม้การโอนครั้งหลังจะไม่มีข้อความว่ากู้ยืม ก็ควรถือโดยปริยายว่าเป็นการกู้ยืมเช่นเดียวกัน
ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า การโอนเงิน 100,000 บาท มีระยะเวลาห่างจากการกู้ยืมครั้งแรกถึงเดือนเศษ ในช่วงเวลานั้นการสนทนาระหว่างคู่ความย่อมมีเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย แต่กลับไม่ปรากฏข้อความเชื่อมโยงไปถึงการกู้ยืมครั้งแรกเลย จึงไม่อาจถือโดยปริยายว่าหลักฐานการกู้ยืมครั้งแรกเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานการกู้ยืมครั้งหลังได้
ข้อนี้สำคัญมากในทางปฏิบัติครับ เพราะหมายความว่าการกู้ยืมแต่ละครั้งต้องมีหลักฐานของตัวเอง จะยืมความน่าเชื่อถือจากครั้งก่อน ๆ มาใช้ไม่ได้
อีกคดีหนึ่ง เงิน 7.8 ล้านที่แชทช่วยไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1112/2566 เป็นอีกคดีที่ยืนยันหลักเดียวกัน แต่ด้วยเงินจำนวนมากกว่ามาก
คดีนี้โจทก์สั่งจ่ายเช็ค 7,800,000 บาท เข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 แล้วอ้างว่าเป็นการให้กู้ยืม โดยมีข้อความสนทนาทางไลน์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มาแสดง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อความสนทนาผ่านระบบแอปพลิเคชันไลน์จะถือเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ และเป็นหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์เนื้อหาแล้วพบว่า โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้างเดียวว่าจำเลยกู้ยืมเงินไป ส่วนจำเลยที่ 1 ตอบกลับเพียงว่าจะติดตามเงินจำนวนดังกล่าวให้ มิได้ยอมรับโดยชัดแจ้งว่ามีการกู้ยืมกัน ทั้งยังส่งข้อความในลักษณะว่าเงินก้อนนั้นเป็นเรื่องการวางรถยนต์ที่ร่วมลงทุนกัน
ศาลยังชี้ด้วยว่า การกู้ยืมเงินจำนวนมากเช่นนี้ แต่ทางนำสืบกลับไม่ปรากฏว่ามีการเรียกดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ตอบแทนกัน อันเป็นการผิดปกติวิสัย สุดท้ายจึงฟังไม่ได้ว่าเป็นเงินกู้ยืม และไม่อาจถือเป็นหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่งได้
บทเรียนจากคดีนี้คือ การที่เจ้าหนี้ทวงถามซ้ำ ๆ ในแชทแล้วลูกหนี้ตอบว่า “เดี๋ยวจัดการให้” นั้น ยังไม่ใช่การยอมรับว่าเป็นหนี้เงินกู้ครับ
ดาบสองคม เมื่อเจ้าหนี้พิมพ์ปลดหนี้เอง
เรื่องนี้ไม่ได้เป็นคุณกับเจ้าหนี้เสมอไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560 แสดงให้เห็นอีกด้านหนึ่งอย่างชัดเจน
คดีนั้นจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 595,500 บาท ถูกต้องเป็นกระดาษเรียบร้อย ตกลงดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน ต่อมาโจทก์ส่งข้อความทางเฟซบุ๊กถึงจำเลยว่า เงินทั้งหมด 670,000 บาท ไม่ต้องส่งคืน ยกให้หมด ไม่ต้องส่งดอกอะไรมาให้ จะได้ไม่ต้องมีภาระหนี้สินติดตัว
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การส่งข้อมูลดังกล่าวเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงต้องนำพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ถึงมาตรา 9 มาใช้บังคับ และแม้ข้อความนั้นจะไม่มีการลงลายมือชื่อโจทก์ แต่การส่งข้อความทางเฟซบุ๊กย่อมปรากฏชื่อผู้ส่ง ทั้งโจทก์ก็ยอมรับว่าส่งจริง จึงรับฟังได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 หนี้ตามสัญญากู้ยืมย่อมระงับ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
เจ้าหนี้รายนี้มีสัญญากู้เป็นกระดาษครบถ้วนสมบูรณ์ แต่แพ้คดีเพราะข้อความที่ตัวเองพิมพ์ลงไปครับ
ข้ออ้างว่าไม่ได้เจตนาจริง ใช้แก้ตัวไม่ได้
จุดที่ผมอยากให้สังเกตเป็นพิเศษในคดีที่ 6757/2560 คือข้อต่อสู้ของโจทก์ในชั้นฎีกา โจทก์อ้างว่าตนไม่มีเจตนาจะปลดหนี้ให้จำเลยจริง แต่ที่พิมพ์ไปนั้นทำเพราะความเครียดและต้องการประชดประชันจำเลยเท่านั้น
ศาลฎีกาไม่รับข้ออ้างนี้ โดยวางหลักว่าโจทก์ไม่อาจยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อให้เจตนาที่แสดงออกไปนั้นตกเป็นโมฆะได้ เพราะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้รู้ถึงเจตนาที่ซ่อนอยู่ภายในของโจทก์
หลักนี้ใช้ได้ทั้งสองทางครับ ข้อความที่พิมพ์ลงไปในแชทมีผลตามที่มันเขียนไว้ ไม่ใช่ตามที่ผู้พิมพ์คิดอยู่ในใจ ดังนั้นการพิมพ์ประชดประชัน พิมพ์ตอนอารมณ์เสีย หรือพิมพ์เพื่อรักษาน้ำใจ จึงเป็นเรื่องที่ต้องระวังไม่ต่างจากการเซ็นเอกสาร
การรับฟังแชทเป็นพยานหลักฐาน
ห้ามมิให้ปฏิเสธการรับฟังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นพยานหลักฐานในกระบวนการพิจารณาตามกฎหมายทั้งในคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีอื่นใด เพียงเพราะเหตุว่าเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
ในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จะเชื่อถือได้หรือไม่เพียงใดนั้น ให้พิเคราะห์ถึงความน่าเชื่อถือของลักษณะหรือวิธีการที่ใช้สร้าง เก็บรักษา หรือสื่อสารข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ลักษณะหรือวิธีการเก็บรักษา ความครบถ้วน และไม่มีการเปลี่ยนแปลงของข้อความ ลักษณะหรือวิธีการที่ใช้ในการระบุหรือแสดงตัวผู้ส่งข้อมูล รวมทั้งพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งปวง
ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับสิ่งพิมพ์ออกของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ด้วย
วรรคท้ายที่ว่าให้ใช้บังคับกับ “สิ่งพิมพ์ออก” ด้วยนั้นมีความสำคัญในทางปฏิบัติมาก เพราะสิ่งที่เรานำส่งศาลจริง ๆ คือภาพถ่ายหน้าจอที่พิมพ์ออกมา ไม่ใช่ตัวโทรศัพท์
แต่ให้สังเกตวรรคสองด้วยว่า กฎหมายห้ามปฏิเสธการรับฟัง ไม่ได้แปลว่าศาลต้องเชื่อ การชั่งน้ำหนักยังต้องดูความครบถ้วนและการไม่มีการเปลี่ยนแปลงของข้อความอยู่ดี ดังนั้นการตัดภาพมาเฉพาะบางข้อความจึงเป็นจุดที่ถูกโจมตีได้ง่ายที่สุดครับ
บทเรียนเรื่องการระบุพยาน
ยังมีอีกจุดหนึ่งในคดีที่ 3622/2568 ที่ผมอยากให้สังเกต เพราะเป็นความผิดพลาดในทางวิธีพิจารณาล้วน ๆ
ในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ขออนุญาตระบุพยานเพิ่มเติมโดยอ้างส่งบันทึกหน้าจอไลน์ที่มีข้อความสนทนาต่อเนื่องจากเดิม ซึ่งน่าจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องความหมายได้ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานนี้อยู่ในความครอบครองของโจทก์มาตั้งแต่ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์จึงต้องดำเนินการก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 195 จึงไม่รับ
พูดง่าย ๆ คือหลักฐานที่จะช่วยให้ชนะอยู่ในมือโจทก์มาตลอด แต่ส่งไม่ทันเวลาครับ
แนวทางปฏิบัติ
สำหรับผู้ที่กำลังจะให้ยืมเงิน สิ่งที่ควรทำมีเพียงอย่างเดียวคือ ตอนโอนเงินให้พิมพ์ข้อความที่มีคำว่า “ให้ยืม” หรือ “กู้” ลงไปในแชทให้ชัดเจน ระบุจำนวนเงินและกำหนดคืนถ้ามี แล้วรอให้อีกฝ่ายตอบกลับมาในลักษณะที่รับรู้ ไม่ใช่แค่ส่งสติกเกอร์ขอบคุณ
ให้เก็บบทสนทนาทั้งห้องไว้ ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่เป็นประโยชน์กับเรา เพราะอีกฝ่ายย่อมมีบทสนทนาชุดเดียวกันอยู่ในมือและจะหยิบส่วนที่เหลือมาแสดงอยู่ดี ตามแนวคดีที่ 1112/2566 ศาลจะอ่านข้อความทั้งชุดประกอบกันเพื่อดูว่าเงินก้อนนั้นเป็นเรื่องอะไรกันแน่ การเก็บไว้ครบจึงปลอดภัยกว่าการเลือกเก็บ
อีกเรื่องที่ควรระวังคือข้อความของตัวเราเอง ถ้าเคยพิมพ์อะไรที่อาจถูกอ่านว่ายกหนี้ให้ ผ่อนผัน หรือยอมรับว่าเป็นหนี้ ให้ถือว่าข้อความนั้นมีผลทางกฎหมายทันทีโดยไม่ต้องทำเป็นกระดาษ ดังที่เห็นในคดีที่ 6757/2560 ครับ ก่อนพิมพ์ตอบอะไรตอนกำลังโมโหหรือกำลังใจอ่อน จึงควรหยุดคิดสักครู่
คำถามที่พบบ่อย
โอนเงินให้ยืมโดยไม่มีข้อความในแชทเลย ฟ้องได้ไหม
ลำพังหลักฐานการโอนเงินไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2568 การโอนเงินโดยไม่มีข้อความแสดงความหมายว่ากู้ยืมจึงมีปัญหาในการบังคับคดี แต่ยังมีช่องทางอื่นที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี ควรปรึกษาทนายความพร้อมนำแชททั้งชุดไปดู
สติกเกอร์ถือเป็นการลงลายมือชื่อได้จริงหรือ
ในคดีที่ 3622/2568 ศาลฎีกาถือว่าการที่จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีคำว่าขอบคุณครับเป็นการลงลายมือชื่อตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 9 แล้ว แต่คดีนั้นโจทก์ก็ยังแพ้ในส่วนนั้น เพราะเนื้อความไม่แสดงว่าเป็นการกู้ยืม การมีลายมือชื่อจึงไม่ได้แปลว่าจะฟ้องได้
ส่งข้อความยกหนี้ให้ไปแล้ว ถอนคืนได้ไหม
ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560 ข้อความปลดหนี้ที่ส่งทางเฟซบุ๊กถือเป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 หนี้ระงับแล้ว และศาลไม่รับข้ออ้างว่าพิมพ์ไปเพราะความเครียดหรือประชดประชัน เพราะไม่ปรากฏว่าลูกหนี้รู้ถึงเจตนาที่ซ่อนอยู่
ต้องส่งโทรศัพท์ให้ศาลดูหรือส่งภาพหน้าจอก็พอ
พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 11 วรรคท้าย ให้ใช้บังคับกับสิ่งพิมพ์ออกของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ด้วย ภาพหน้าจอที่พิมพ์ออกมาจึงรับฟังได้ แต่วรรคสองยังให้ศาลชั่งน้ำหนักเรื่องความครบถ้วนและการไม่มีการเปลี่ยนแปลงของข้อความ การส่งเฉพาะบางข้อความจึงเสี่ยงถูกโต้แย้ง
สรุป
ข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้จริง โดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ที่ห้ามปฏิเสธผลผูกพันเพียงเพราะอยู่ในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 8 ที่ให้ถือว่าเป็นหนังสือ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 9 ที่ให้ถือว่ามีการลงลายมือชื่อ และมาตรา 11 ที่ห้ามปฏิเสธการรับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2568 และที่ 1112/2566 ชี้ให้เห็นตรงกันว่า การเป็นหนังสือและการมีลายมือชื่อยังไม่พอ เนื้อความในแชทต้องแสดงความหมายว่าเป็นการกู้ยืมเงินด้วย ในขณะที่คดีที่ 6757/2560 เตือนว่าข้อความในแชทของเจ้าหนี้เองก็ผูกมัดเจ้าหนี้ได้เช่นกัน และจะอ้างภายหลังว่าไม่ได้เจตนาจริงก็ไม่ได้
คนที่เข้าใจเรื่องนี้จะเปลี่ยนวิธีทำงานเพียงเล็กน้อย คือพิมพ์ให้ชัดตอนโอน เก็บแชททั้งห้องไม่ใช่เฉพาะท่อนที่เป็นคุณ และคิดก่อนพิมพ์ทุกครั้งที่อารมณ์พาไป เพราะสุดท้ายแล้ว คดีแบบนี้ไม่ได้แพ้ชนะกันที่ว่า “มีแชทหรือไม่มีแชท” แต่แพ้ชนะกันที่ว่า “ในแชทนั้นเขียนว่าอะไร”
สิ่งที่ควรทำต่อไป
- ทางที่ดีที่สุดคือให้ผู้ยืมเป็นคนพิมพ์เข้ามาก่อนว่าจะขอยืมเท่าไหร่ เอาไปทำอะไร และจะคืนเมื่อไหร่ เพราะกฎหมายต้องการลายมือชื่อของผู้ยืมเป็นสำคัญ ข้อความที่ออกจากผู้ยืมเองจึงหนักแน่นกว่าการที่เราพิมพ์ไปแล้วรอให้เขาตอบรับ
- ตอนโอนเงินให้ยืม พิมพ์ข้อความระบุว่าเป็นการให้ยืม พร้อมจำนวนเงินและกำหนดคืน ลงในแชทเสมอ
- รอให้ผู้ยืมตอบกลับในลักษณะที่รับรู้ว่าเป็นการยืม ไม่ใช่เพียงสติกเกอร์หรือคำขอบคุณ
- เก็บแชททั้งห้องและบันทึกการโอนไว้ให้ครบถ้วน อย่าตัดเฉพาะข้อความที่เป็นประโยชน์
- ถ้าเรื่องเข้าสู่ชั้นศาล ให้ระบุพยานเอกสารทั้งหมดก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา อย่ารอไปยื่นชั้นอุทธรณ์
หากคุณกำลังประสบปัญหาเรื่องนี้
ถ้าคุณกำลังเจอเรื่องแบบนี้อยู่ หรือไม่แน่ใจว่าหลักฐานที่มีในมือเพียงพอหรือไม่ สอบถามเข้ามาได้ครับ เราจะช่วยดูว่าเอกสารและข้อความที่คุณเก็บไว้บอกอะไรได้บ้างในทางกฎหมาย และมีทางเลือกอะไรอยู่ข้างหน้า
หลักฐานที่ควรเตรียมไว้ก่อนปรึกษา
- บทสนทนาทั้งห้องตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่พูดถึงเงิน ถ้าแอปนั้นบันทึกออกเป็นไฟล์ได้ให้บันทึกไว้ด้วย
- หลักฐานการโอนเงินที่เห็นวันที่ เวลา จำนวนเงิน และบัญชีปลายทางชัดเจน เช่น สลิปโอนหรือรายการเดินบัญชี
- ชื่อและข้อมูลของผู้รับเงินเท่าที่ทราบ รวมถึงชื่อบัญชีธนาคารที่เงินเข้า ซึ่งอาจไม่ใช่คนเดียวกับคนที่คุยด้วย
- ข้อความทวงถามที่เคยส่งไปและคำตอบที่ได้รับ เพราะถ้อยคำที่อีกฝ่ายตอบมีน้ำหนักมากในการชี้ว่าเป็นหนี้อะไร
- เอกสารกระดาษที่เกี่ยวข้องถ้ามี เช่น สัญญากู้ หนังสือรับสภาพหนี้ เช็ค หรือหลักประกัน
- ลำดับวันเวลาคร่าว ๆ ว่าโอนเมื่อไหร่ ตกลงจะคืนเมื่อไหร่ และทวงครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ เพราะมีผลต่อการนับอายุความ
ปรึกษาเบื้องต้นไม่มีข้อผูกมัด และทุกเรื่องที่ปรึกษาเป็นความลับตามจรรยาบรรณวิชาชีพ โทร 065-145-5546 หรือติดต่อผ่านช่องทางใดก็ได้ที่สะดวก
บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป มิใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี ข้อเท็จจริงที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยอาจเปลี่ยนผลทางกฎหมายทั้งหมด และตัวบทอาจมีการแก้ไข โปรดปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการใด ๆ