065-145-5546 info@dapresolution.com จันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 น.
หน้าแรก เกี่ยวกับเรา บริการของเรา คดีความและการระงับข้อพิพาทติดตามทวงถามหนี้กฎหมายธุรกิจและองค์กรวีซ่าและใบอนุญาตทำงานทรัพย์สินทางปัญญาภาษีและบัญชีแปลเอกสารและโนตารีงานอสังหาริมทรัพย์และที่ดิน ทีมงาน บทความ คำถามที่พบบ่อย ติดต่อเรา ปรึกษาเบื้องต้น
คดีแพ่ง กรกฎาคม 2569

แชทใช้แทนสัญญากู้ได้ไหม : ไลน์ เมสเซนเจอร์ และแชทอื่น กับหลักเกณฑ์สามประการที่ต้องครบ

ข้อความแชทไม่ว่าจะเป็นไลน์ เมสเซนเจอร์ อินสตาแกรม หรือช่องทางใด ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่แนวคำพิพากษาศาลฎีกาชี้ว่าการเป็นหนังสือและมีลายมือชื่อยังไม่พอ เนื้อความต้องแสดงว่าเป็นการกู้ยืมเงินด้วย

ทุกคนรู้ไหมครับว่า เงินสองก้อนที่โอนให้คนเดียวกัน ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ห้องเดียวกัน ห่างกันเพียงเดือนเศษ ศาลฎีกาอาจตัดสินให้ก้อนหนึ่ง “ชนะ” และอีกก้อนหนึ่ง “ยกฟ้อง” ได้ และความแตกต่างทั้งหมดอยู่ที่ข้อความเพียงประโยคเดียวที่เจ้าหนี้พิมพ์ลงไปตอนโอนเงิน

ทุกวันนี้คนให้ยืมเงินกันผ่านแชทแทบทั้งหมด บางคนใช้ไลน์ บางคนใช้เมสเซนเจอร์ อินสตาแกรม วอตส์แอปป์ หรือแม้แต่ข้อความสั้นกับอีเมล โอนเสร็จก็จบ ไม่มีใครทำสัญญากู้เป็นกระดาษกันแล้ว หลายคนสบายใจว่ามีแชทเก็บไว้ก็คงพอ แต่ในทางปฏิบัติ คดีที่ผมเห็นแพ้กันเพราะเรื่องนี้มีจำนวนไม่น้อยเลย เพราะ “มีแชท” กับ “มีหลักฐานแห่งการกู้ยืม” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ในบทความนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่า กฎหมายให้แชทไลน์มีค่าเท่ากับหนังสือได้อย่างไร มีเงื่อนไขอะไรบ้าง และคำพิพากษาศาลฎีกาสามฉบับวางเส้นแบ่งไว้ตรงไหน พร้อมข้อควรระวังที่เอาไปใช้ได้ทันทีครับ

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้

สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดตั้งแต่ต้นคือ กฎหมายไม่ได้ปฏิเสธแชท และไม่เคยปฏิเสธมาตั้งแต่ปี 2544 แล้ว ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “แชทใช้ได้หรือไม่ได้” แต่อยู่ที่ว่า “ในแชทนั้นมีข้อความอะไร”

เรื่องนี้ต้องมีองค์ประกอบครบทั้งสามประการ คือ ข้อความนั้นถือเป็นหนังสือหรือยัง มีสิ่งที่ถือเป็นลายมือชื่อผู้ยืมหรือไม่ และที่สำคัญที่สุด เนื้อความนั้นแสดงว่าเป็นการ “กู้ยืมเงิน” หรือเปล่า ขาดประการใดประการหนึ่งไป ต่อให้มีแชทยาวเป็นร้อยหน้าก็ฟ้องไม่ได้ครับ

ประการแรก กฎหมายบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653

การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว

ข้อสังเกตแรกคือ มาตรานี้ไม่ได้บังคับว่าการกู้ยืมต้อง “ทำเป็นหนังสือ” จึงจะสมบูรณ์ สัญญากู้ยืมเกิดขึ้นตั้งแต่ส่งมอบเงินแล้ว เพียงแต่ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืม เจ้าหนี้จะ “ฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่” เท่านั้น

ข้อสังเกตที่สองซึ่งสำคัญกว่าคือ กฎหมายต้องการลายมือชื่อของ “ผู้ยืม” ไม่ใช่ผู้ให้ยืม ดังนั้นข้อความที่เจ้าหนี้พิมพ์ไปฝ่ายเดียวโดยลูกหนี้ไม่ตอบอะไรเลย จึงมีปัญหาตั้งแต่ต้นทางครับ

ทุกแพลตฟอร์มอยู่ใต้กฎเดียวกัน

พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7

ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความใดเพียงเพราะเหตุที่ข้อความนั้นอยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

มาตรานี้สั้นแต่เป็นรากฐานของทั้งเรื่อง เพราะปิดประตูข้อต่อสู้ที่ว่า “นี่มันแค่แชท ไม่ใช่เอกสาร” ลงไปตั้งแต่แรก ศาลจะยกข้อความทิ้งเพียงเพราะมันอยู่ในโทรศัพท์ไม่ได้ครับ

และให้สังเกตว่ากฎหมายเขียนคำว่า “ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” ไว้กว้าง ไม่ได้ระบุชื่อแอปพลิเคชันใดเลย ดังนั้นไลน์ เมสเซนเจอร์ อินสตาแกรม วอตส์แอปป์ ข้อความสั้น หรืออีเมล จึงอยู่ใต้หลักเดียวกันทั้งหมด สิ่งที่ต่างกันมีเพียงความยากง่ายในการเก็บหลักฐานและการยืนยันว่าใครเป็นผู้ส่ง ไม่ใช่ตัวหลักกฎหมาย

จะเห็นชัดในคดีที่จะเล่าต่อไป เพราะคดีหนึ่งเป็นข้อความทางไลน์ อีกคดีหนึ่งเป็นข้อความทางเฟซบุ๊ก แต่ศาลใช้มาตราชุดเดียวกันวินิจฉัยทั้งสองคดีครับ

แชทกลายเป็น “หนังสือ” ได้อย่างไร

พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง

ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 9 ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้การใดต้องทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือมีเอกสารมาแสดง หรือกำหนดผลทางกฎหมายกรณีไม่ทำเป็นหนังสือ ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือไม่มีเอกสารมาแสดง ถ้าได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือมีเอกสารมาแสดงตามที่กฎหมายกำหนด

ให้สังเกตถ้อยคำว่า “เข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง” ให้ดีครับ เพราะคำว่า “ความหมาย” ในวรรคนี้เองที่กลายเป็นจุดแพ้ชนะในคดีจริง ไม่ใช่เรื่องรูปแบบไฟล์หรือวิธีเก็บอย่างที่หลายคนเข้าใจ

แล้ว “ลายมือชื่อ” อยู่ตรงไหน

พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง

ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้มีการลงลายมือชื่อ หรือกำหนดผลทางกฎหมายกรณีที่ไม่มีการลงลายมือชื่อไว้ ให้ถือว่าได้มีการลงลายมือชื่อแล้ว ถ้า (1) ใช้วิธีการที่สามารถระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อ และสามารถแสดงเจตนาของเจ้าของลายมือชื่อเกี่ยวกับข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และ (2) ใช้วิธีการในลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (ก) วิธีการที่เชื่อถือได้โดยเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการสร้างหรือส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยคำนึงถึงพฤติการณ์แวดล้อมทั้งปวง รวมถึงข้อตกลงใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือ (ข) วิธีการอื่นใดที่สามารถยืนยันตัวเจ้าของลายมือชื่อและสามารถแสดงเจตนาของเจ้าของลายมือชื่อตาม (1) ได้ด้วยวิธีการนั้นเองหรือประกอบกับพยานหลักฐานอื่น

ในทางปฏิบัติ การส่งข้อความจากบัญชีของตนเองซึ่งปรากฏชื่อผู้ส่งอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบัญชีไลน์ เฟซบุ๊ก หรือช่องทางอื่น ศาลถือว่าเข้าเงื่อนไขนี้ได้ไม่ยากครับ และจะเห็นต่อไปว่าศาลไปไกลถึงขนาดที่ว่า แม้แต่การส่ง “สติกเกอร์” ก็ยังถือเป็นการลงลายมือชื่อได้

คดีที่ชนะครึ่งหนึ่ง แพ้ครึ่งหนึ่ง ในแชทเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2568 เป็นคดีที่ผมอยากให้อ่านละเอียดที่สุด เพราะข้อเท็จจริงเปรียบเทียบกันได้ชัดในคดีเดียว

ก้อนแรก วันที่ 28 มกราคม 2565 โจทก์และจำเลยสนทนากันทางไลน์ จากนั้นโจทก์โอนเงิน 200,000 บาท พร้อมส่งบันทึกการโอนและพิมพ์ข้อความว่า

โจทก์: พี่ให้ยืมแล้ว

จำเลย: ขอบคุณครับเอื้อยครับ

ศาลฎีกาถือว่าข้อความชุดนี้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท เป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง และมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ส่วนนี้จำเลยจึงต้องชำระหนี้

ก้อนที่สอง วันที่ 15 มีนาคม 2565 ห่างกันเดือนเศษ ในห้องแชทเดียวกัน โจทก์และจำเลยโทรคุยกันสองครั้ง เวลา 15.20 นาฬิกา และ 16.35 นาฬิกา แล้วโจทก์โอนเงิน 100,000 บาท เวลา 17 นาฬิกา ต่อมาเวลา 17.07 นาฬิกา จำเลยส่งสติกเกอร์กลับมา

จำเลย: (สติกเกอร์) ขอบคุณครับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การสนทนาดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพัน และแม้มาตรา 9 จะถือว่าการที่จำเลยส่งสติกเกอร์คำว่าขอบคุณครับเป็นการลงลายมือชื่อของจำเลยแล้วก็ตาม แต่ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 8 ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่สนทนากันจะต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ “โดยมีความหมายว่ากู้ยืมเงิน” จึงจะถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง

เมื่อเนื้อหาที่สนทนากันไม่มีข้อความใดแสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืม ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นย่อมไม่มีผลบังคับให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ได้ ศาลจึงยกฟ้องในส่วนนี้ครับ

จุดชี้ขาดอยู่ที่คำว่า “ยืม”

สังเกตให้ดีว่าทั้งสองก้อนอยู่ในห้องแชทเดียวกัน คู่กรณีคู่เดียวกัน วิธีโอนเหมือนกัน และจำเลยก็ตอบกลับทั้งสองครั้ง สิ่งที่ต่างกันมีอย่างเดียวคือ ครั้งแรกโจทก์พิมพ์คำว่า “พี่ให้ยืมแล้ว” ส่วนครั้งหลังโจทก์โอนเงินไปเฉย ๆ

ประโยคสั้น ๆ ห้าคำนั้นมีมูลค่าหนึ่งแสนบาทพอดีครับ

นี่คือเหตุผลที่ผมมักบอกลูกความเสมอว่า ตอนโอนเงินให้ใครยืม อย่าโอนเงียบ ๆ ให้พิมพ์คำว่า “ให้ยืม” ลงไปในแชทด้วยเสมอ และรอจนกว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับมาในลักษณะที่รับรู้ว่าเป็นการยืม

ศาลไม่รับข้ออ้างธรรมเนียมโดยปริยาย

ในคดีเดียวกันนี้ โจทก์ยังฎีกาต่อสู้ว่า ในเมื่อจำเลยเคยกู้ยืมเงิน 200,000 บาท อันมีหลักฐานอยู่ในแอปพลิเคชันไลน์เดียวกันมาก่อนแล้ว แม้การโอนครั้งหลังจะไม่มีข้อความว่ากู้ยืม ก็ควรถือโดยปริยายว่าเป็นการกู้ยืมเช่นเดียวกัน

ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า การโอนเงิน 100,000 บาท มีระยะเวลาห่างจากการกู้ยืมครั้งแรกถึงเดือนเศษ ในช่วงเวลานั้นการสนทนาระหว่างคู่ความย่อมมีเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย แต่กลับไม่ปรากฏข้อความเชื่อมโยงไปถึงการกู้ยืมครั้งแรกเลย จึงไม่อาจถือโดยปริยายว่าหลักฐานการกู้ยืมครั้งแรกเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานการกู้ยืมครั้งหลังได้

ข้อนี้สำคัญมากในทางปฏิบัติครับ เพราะหมายความว่าการกู้ยืมแต่ละครั้งต้องมีหลักฐานของตัวเอง จะยืมความน่าเชื่อถือจากครั้งก่อน ๆ มาใช้ไม่ได้

อีกคดีหนึ่ง เงิน 7.8 ล้านที่แชทช่วยไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1112/2566 เป็นอีกคดีที่ยืนยันหลักเดียวกัน แต่ด้วยเงินจำนวนมากกว่ามาก

คดีนี้โจทก์สั่งจ่ายเช็ค 7,800,000 บาท เข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 แล้วอ้างว่าเป็นการให้กู้ยืม โดยมีข้อความสนทนาทางไลน์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มาแสดง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อความสนทนาผ่านระบบแอปพลิเคชันไลน์จะถือเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ และเป็นหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์เนื้อหาแล้วพบว่า โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้างเดียวว่าจำเลยกู้ยืมเงินไป ส่วนจำเลยที่ 1 ตอบกลับเพียงว่าจะติดตามเงินจำนวนดังกล่าวให้ มิได้ยอมรับโดยชัดแจ้งว่ามีการกู้ยืมกัน ทั้งยังส่งข้อความในลักษณะว่าเงินก้อนนั้นเป็นเรื่องการวางรถยนต์ที่ร่วมลงทุนกัน

ศาลยังชี้ด้วยว่า การกู้ยืมเงินจำนวนมากเช่นนี้ แต่ทางนำสืบกลับไม่ปรากฏว่ามีการเรียกดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ตอบแทนกัน อันเป็นการผิดปกติวิสัย สุดท้ายจึงฟังไม่ได้ว่าเป็นเงินกู้ยืม และไม่อาจถือเป็นหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่งได้

บทเรียนจากคดีนี้คือ การที่เจ้าหนี้ทวงถามซ้ำ ๆ ในแชทแล้วลูกหนี้ตอบว่า “เดี๋ยวจัดการให้” นั้น ยังไม่ใช่การยอมรับว่าเป็นหนี้เงินกู้ครับ

ดาบสองคม เมื่อเจ้าหนี้พิมพ์ปลดหนี้เอง

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นคุณกับเจ้าหนี้เสมอไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560 แสดงให้เห็นอีกด้านหนึ่งอย่างชัดเจน

คดีนั้นจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 595,500 บาท ถูกต้องเป็นกระดาษเรียบร้อย ตกลงดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน ต่อมาโจทก์ส่งข้อความทางเฟซบุ๊กถึงจำเลยว่า เงินทั้งหมด 670,000 บาท ไม่ต้องส่งคืน ยกให้หมด ไม่ต้องส่งดอกอะไรมาให้ จะได้ไม่ต้องมีภาระหนี้สินติดตัว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การส่งข้อมูลดังกล่าวเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงต้องนำพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ถึงมาตรา 9 มาใช้บังคับ และแม้ข้อความนั้นจะไม่มีการลงลายมือชื่อโจทก์ แต่การส่งข้อความทางเฟซบุ๊กย่อมปรากฏชื่อผู้ส่ง ทั้งโจทก์ก็ยอมรับว่าส่งจริง จึงรับฟังได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 หนี้ตามสัญญากู้ยืมย่อมระงับ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

เจ้าหนี้รายนี้มีสัญญากู้เป็นกระดาษครบถ้วนสมบูรณ์ แต่แพ้คดีเพราะข้อความที่ตัวเองพิมพ์ลงไปครับ

ข้ออ้างว่าไม่ได้เจตนาจริง ใช้แก้ตัวไม่ได้

จุดที่ผมอยากให้สังเกตเป็นพิเศษในคดีที่ 6757/2560 คือข้อต่อสู้ของโจทก์ในชั้นฎีกา โจทก์อ้างว่าตนไม่มีเจตนาจะปลดหนี้ให้จำเลยจริง แต่ที่พิมพ์ไปนั้นทำเพราะความเครียดและต้องการประชดประชันจำเลยเท่านั้น

ศาลฎีกาไม่รับข้ออ้างนี้ โดยวางหลักว่าโจทก์ไม่อาจยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อให้เจตนาที่แสดงออกไปนั้นตกเป็นโมฆะได้ เพราะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้รู้ถึงเจตนาที่ซ่อนอยู่ภายในของโจทก์

หลักนี้ใช้ได้ทั้งสองทางครับ ข้อความที่พิมพ์ลงไปในแชทมีผลตามที่มันเขียนไว้ ไม่ใช่ตามที่ผู้พิมพ์คิดอยู่ในใจ ดังนั้นการพิมพ์ประชดประชัน พิมพ์ตอนอารมณ์เสีย หรือพิมพ์เพื่อรักษาน้ำใจ จึงเป็นเรื่องที่ต้องระวังไม่ต่างจากการเซ็นเอกสาร

การรับฟังแชทเป็นพยานหลักฐาน

พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 11

ห้ามมิให้ปฏิเสธการรับฟังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นพยานหลักฐานในกระบวนการพิจารณาตามกฎหมายทั้งในคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีอื่นใด เพียงเพราะเหตุว่าเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

ในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จะเชื่อถือได้หรือไม่เพียงใดนั้น ให้พิเคราะห์ถึงความน่าเชื่อถือของลักษณะหรือวิธีการที่ใช้สร้าง เก็บรักษา หรือสื่อสารข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ลักษณะหรือวิธีการเก็บรักษา ความครบถ้วน และไม่มีการเปลี่ยนแปลงของข้อความ ลักษณะหรือวิธีการที่ใช้ในการระบุหรือแสดงตัวผู้ส่งข้อมูล รวมทั้งพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งปวง

ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับสิ่งพิมพ์ออกของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ด้วย

วรรคท้ายที่ว่าให้ใช้บังคับกับ “สิ่งพิมพ์ออก” ด้วยนั้นมีความสำคัญในทางปฏิบัติมาก เพราะสิ่งที่เรานำส่งศาลจริง ๆ คือภาพถ่ายหน้าจอที่พิมพ์ออกมา ไม่ใช่ตัวโทรศัพท์

แต่ให้สังเกตวรรคสองด้วยว่า กฎหมายห้ามปฏิเสธการรับฟัง ไม่ได้แปลว่าศาลต้องเชื่อ การชั่งน้ำหนักยังต้องดูความครบถ้วนและการไม่มีการเปลี่ยนแปลงของข้อความอยู่ดี ดังนั้นการตัดภาพมาเฉพาะบางข้อความจึงเป็นจุดที่ถูกโจมตีได้ง่ายที่สุดครับ

บทเรียนเรื่องการระบุพยาน

ยังมีอีกจุดหนึ่งในคดีที่ 3622/2568 ที่ผมอยากให้สังเกต เพราะเป็นความผิดพลาดในทางวิธีพิจารณาล้วน ๆ

ในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ขออนุญาตระบุพยานเพิ่มเติมโดยอ้างส่งบันทึกหน้าจอไลน์ที่มีข้อความสนทนาต่อเนื่องจากเดิม ซึ่งน่าจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องความหมายได้ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานนี้อยู่ในความครอบครองของโจทก์มาตั้งแต่ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์จึงต้องดำเนินการก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 195 จึงไม่รับ

พูดง่าย ๆ คือหลักฐานที่จะช่วยให้ชนะอยู่ในมือโจทก์มาตลอด แต่ส่งไม่ทันเวลาครับ

แนวทางปฏิบัติ

สำหรับผู้ที่กำลังจะให้ยืมเงิน สิ่งที่ควรทำมีเพียงอย่างเดียวคือ ตอนโอนเงินให้พิมพ์ข้อความที่มีคำว่า “ให้ยืม” หรือ “กู้” ลงไปในแชทให้ชัดเจน ระบุจำนวนเงินและกำหนดคืนถ้ามี แล้วรอให้อีกฝ่ายตอบกลับมาในลักษณะที่รับรู้ ไม่ใช่แค่ส่งสติกเกอร์ขอบคุณ

ให้เก็บบทสนทนาทั้งห้องไว้ ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่เป็นประโยชน์กับเรา เพราะอีกฝ่ายย่อมมีบทสนทนาชุดเดียวกันอยู่ในมือและจะหยิบส่วนที่เหลือมาแสดงอยู่ดี ตามแนวคดีที่ 1112/2566 ศาลจะอ่านข้อความทั้งชุดประกอบกันเพื่อดูว่าเงินก้อนนั้นเป็นเรื่องอะไรกันแน่ การเก็บไว้ครบจึงปลอดภัยกว่าการเลือกเก็บ

อีกเรื่องที่ควรระวังคือข้อความของตัวเราเอง ถ้าเคยพิมพ์อะไรที่อาจถูกอ่านว่ายกหนี้ให้ ผ่อนผัน หรือยอมรับว่าเป็นหนี้ ให้ถือว่าข้อความนั้นมีผลทางกฎหมายทันทีโดยไม่ต้องทำเป็นกระดาษ ดังที่เห็นในคดีที่ 6757/2560 ครับ ก่อนพิมพ์ตอบอะไรตอนกำลังโมโหหรือกำลังใจอ่อน จึงควรหยุดคิดสักครู่

คำถามที่พบบ่อย

โอนเงินให้ยืมโดยไม่มีข้อความในแชทเลย ฟ้องได้ไหม

ลำพังหลักฐานการโอนเงินไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2568 การโอนเงินโดยไม่มีข้อความแสดงความหมายว่ากู้ยืมจึงมีปัญหาในการบังคับคดี แต่ยังมีช่องทางอื่นที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี ควรปรึกษาทนายความพร้อมนำแชททั้งชุดไปดู

สติกเกอร์ถือเป็นการลงลายมือชื่อได้จริงหรือ

ในคดีที่ 3622/2568 ศาลฎีกาถือว่าการที่จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีคำว่าขอบคุณครับเป็นการลงลายมือชื่อตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 9 แล้ว แต่คดีนั้นโจทก์ก็ยังแพ้ในส่วนนั้น เพราะเนื้อความไม่แสดงว่าเป็นการกู้ยืม การมีลายมือชื่อจึงไม่ได้แปลว่าจะฟ้องได้

ส่งข้อความยกหนี้ให้ไปแล้ว ถอนคืนได้ไหม

ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560 ข้อความปลดหนี้ที่ส่งทางเฟซบุ๊กถือเป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 หนี้ระงับแล้ว และศาลไม่รับข้ออ้างว่าพิมพ์ไปเพราะความเครียดหรือประชดประชัน เพราะไม่ปรากฏว่าลูกหนี้รู้ถึงเจตนาที่ซ่อนอยู่

ต้องส่งโทรศัพท์ให้ศาลดูหรือส่งภาพหน้าจอก็พอ

พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 11 วรรคท้าย ให้ใช้บังคับกับสิ่งพิมพ์ออกของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ด้วย ภาพหน้าจอที่พิมพ์ออกมาจึงรับฟังได้ แต่วรรคสองยังให้ศาลชั่งน้ำหนักเรื่องความครบถ้วนและการไม่มีการเปลี่ยนแปลงของข้อความ การส่งเฉพาะบางข้อความจึงเสี่ยงถูกโต้แย้ง

สรุป

ข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้จริง โดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ที่ห้ามปฏิเสธผลผูกพันเพียงเพราะอยู่ในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 8 ที่ให้ถือว่าเป็นหนังสือ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 9 ที่ให้ถือว่ามีการลงลายมือชื่อ และมาตรา 11 ที่ห้ามปฏิเสธการรับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2568 และที่ 1112/2566 ชี้ให้เห็นตรงกันว่า การเป็นหนังสือและการมีลายมือชื่อยังไม่พอ เนื้อความในแชทต้องแสดงความหมายว่าเป็นการกู้ยืมเงินด้วย ในขณะที่คดีที่ 6757/2560 เตือนว่าข้อความในแชทของเจ้าหนี้เองก็ผูกมัดเจ้าหนี้ได้เช่นกัน และจะอ้างภายหลังว่าไม่ได้เจตนาจริงก็ไม่ได้

คนที่เข้าใจเรื่องนี้จะเปลี่ยนวิธีทำงานเพียงเล็กน้อย คือพิมพ์ให้ชัดตอนโอน เก็บแชททั้งห้องไม่ใช่เฉพาะท่อนที่เป็นคุณ และคิดก่อนพิมพ์ทุกครั้งที่อารมณ์พาไป เพราะสุดท้ายแล้ว คดีแบบนี้ไม่ได้แพ้ชนะกันที่ว่า “มีแชทหรือไม่มีแชท” แต่แพ้ชนะกันที่ว่า “ในแชทนั้นเขียนว่าอะไร”

สิ่งที่ควรทำต่อไป

  1. ทางที่ดีที่สุดคือให้ผู้ยืมเป็นคนพิมพ์เข้ามาก่อนว่าจะขอยืมเท่าไหร่ เอาไปทำอะไร และจะคืนเมื่อไหร่ เพราะกฎหมายต้องการลายมือชื่อของผู้ยืมเป็นสำคัญ ข้อความที่ออกจากผู้ยืมเองจึงหนักแน่นกว่าการที่เราพิมพ์ไปแล้วรอให้เขาตอบรับ
  2. ตอนโอนเงินให้ยืม พิมพ์ข้อความระบุว่าเป็นการให้ยืม พร้อมจำนวนเงินและกำหนดคืน ลงในแชทเสมอ
  3. รอให้ผู้ยืมตอบกลับในลักษณะที่รับรู้ว่าเป็นการยืม ไม่ใช่เพียงสติกเกอร์หรือคำขอบคุณ
  4. เก็บแชททั้งห้องและบันทึกการโอนไว้ให้ครบถ้วน อย่าตัดเฉพาะข้อความที่เป็นประโยชน์
  5. ถ้าเรื่องเข้าสู่ชั้นศาล ให้ระบุพยานเอกสารทั้งหมดก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา อย่ารอไปยื่นชั้นอุทธรณ์

หากคุณกำลังประสบปัญหาเรื่องนี้

ถ้าคุณกำลังเจอเรื่องแบบนี้อยู่ หรือไม่แน่ใจว่าหลักฐานที่มีในมือเพียงพอหรือไม่ สอบถามเข้ามาได้ครับ เราจะช่วยดูว่าเอกสารและข้อความที่คุณเก็บไว้บอกอะไรได้บ้างในทางกฎหมาย และมีทางเลือกอะไรอยู่ข้างหน้า

หลักฐานที่ควรเตรียมไว้ก่อนปรึกษา

  1. บทสนทนาทั้งห้องตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่พูดถึงเงิน ถ้าแอปนั้นบันทึกออกเป็นไฟล์ได้ให้บันทึกไว้ด้วย
  2. หลักฐานการโอนเงินที่เห็นวันที่ เวลา จำนวนเงิน และบัญชีปลายทางชัดเจน เช่น สลิปโอนหรือรายการเดินบัญชี
  3. ชื่อและข้อมูลของผู้รับเงินเท่าที่ทราบ รวมถึงชื่อบัญชีธนาคารที่เงินเข้า ซึ่งอาจไม่ใช่คนเดียวกับคนที่คุยด้วย
  4. ข้อความทวงถามที่เคยส่งไปและคำตอบที่ได้รับ เพราะถ้อยคำที่อีกฝ่ายตอบมีน้ำหนักมากในการชี้ว่าเป็นหนี้อะไร
  5. เอกสารกระดาษที่เกี่ยวข้องถ้ามี เช่น สัญญากู้ หนังสือรับสภาพหนี้ เช็ค หรือหลักประกัน
  6. ลำดับวันเวลาคร่าว ๆ ว่าโอนเมื่อไหร่ ตกลงจะคืนเมื่อไหร่ และทวงครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ เพราะมีผลต่อการนับอายุความ

ปรึกษาเบื้องต้นไม่มีข้อผูกมัด และทุกเรื่องที่ปรึกษาเป็นความลับตามจรรยาบรรณวิชาชีพ โทร 065-145-5546 หรือติดต่อผ่านช่องทางใดก็ได้ที่สะดวก

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป มิใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี ข้อเท็จจริงที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยอาจเปลี่ยนผลทางกฎหมายทั้งหมด และตัวบทอาจมีการแก้ไข โปรดปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการใด ๆ

มีปัญหากฎหมายที่ต้องการคำตอบ?

ปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีข้อผูกมัด ทุกเรื่องที่ปรึกษาเป็นความลับ

ปรึกษาทาง LINE