ชาวต่างชาติตั้งบริษัทในไทย : ข้อจำกัดจริง และเส้นทางที่ทำได้
พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ไม่ได้ห้ามชาวต่างชาติทำธุรกิจในไทย แต่กำหนดว่าใครคือ “คนต่างด้าว” ธุรกิจใดอยู่ในบัญชีใด และต้องขออนุญาตจากใคร บทความนี้อธิบายเส้นแบ่งที่ “กึ่งหนึ่งของทุน” สามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ ทุนขั้นต่ำตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 14 เส้นทางที่ชอบด้วยกฎหมายทั้งใบอนุญาตประกอบธุรกิจ การส่งเสริมการลงทุน และสนธิสัญญา พร้อมเหตุผลตามตัวบทและแนวคำพิพากษาว่าเหตุใดการให้คนไทยถือหุ้นแทนตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 36 จึงเป็นทางลัดที่อาจทำให้เสียทั้งบริษัทและเงินลงทุน
ทุกคนรู้ไหมครับว่า สิ่งที่ทำให้บริษัทหนึ่งเป็น “คนต่างด้าว” ในสายตากฎหมายไทย ไม่ใช่สัญชาติของกรรมการ ไม่ใช่ภาษาที่ใช้ในที่ประชุม และไม่ใช่แหล่งที่มาของลูกค้า แต่เป็นตัวเลขเพียงตัวเดียว คือสัดส่วนของทุนที่ถือโดยผู้ไม่มีสัญชาติไทย และเส้นแบ่งนั้นก็ไม่ได้อยู่ที่ 51 เปอร์เซ็นต์อย่างที่คนมักพูดกัน แต่อยู่ที่คำว่า “ตั้งแต่กึ่งหนึ่ง”
นักลงทุนที่เข้าใจเรื่องนี้ก่อนจดทะเบียน จะเลือกโครงสร้างได้ตรงกับธุรกิจของตัวเอง เสียเวลาน้อยลง และไม่ต้องมาแก้โครงสร้างย้อนหลังตอนที่ธนาคารหรือคู่ค้ารายใหญ่เริ่มขอดูเอกสาร ส่วนคนที่เข้าใจผิดตั้งแต่วันแรก มักไม่รู้ตัวจนกระทั่งมีเรื่อง แล้วสิ่งที่เสียไปไม่ใช่แค่ค่าปรับ เพราะกฎหมายให้ศาลสั่งเลิกการถือหุ้นหรือเลิกกิจการได้ และแนวคำพิพากษายังวางไว้ว่าเงินที่จ่ายไปตามข้อตกลงที่ทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายนั้น เรียกคืนไม่ได้
ในบทความนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่าพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 นิยาม “คนต่างด้าว” ไว้อย่างไร บัญชีหนึ่ง บัญชีสอง และบัญชีสาม ต่างกันตรงไหน ทุนขั้นต่ำต้องเท่าไหร่ เส้นทางที่ชอบด้วยกฎหมายมีอะไรบ้าง และเหตุใดการให้คนไทยถือหุ้นแทนจึงเป็นทางที่ผมไม่แนะนำอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพราะเป็นเรื่องเทคนิค แต่เพราะเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายต่างชาติครับ
คนต่างด้าวในสายตากฎหมายไทย (ไม่ได้ดูแค่หนังสือเดินทาง)
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า “คนต่างด้าว” หมายถึงคนที่ถือหนังสือเดินทางต่างประเทศ ซึ่งถูกเพียงส่วนเดียว เพราะกฎหมายฉบับนี้ขยายความไปถึงนิติบุคคลด้วย และขยายไปหลายชั้น บริษัทที่จดทะเบียนในไทย ใช้ชื่อไทย มีกรรมการไทย ก็ยังเป็นคนต่างด้าวได้ ถ้าทุนของบริษัทนั้นถูกถือโดยคนต่างชาติตั้งแต่กึ่งหนึ่งขึ้นไป
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ “คนต่างด้าว” หมายความว่า (๑) บุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (๒) นิติบุคคลซึ่งไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย (๓) นิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย และมีลักษณะดังต่อไปนี้ (ก) นิติบุคคลซึ่งมีหุ้นอันเป็นทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งของนิติบุคคลนั้นถือโดยบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) หรือนิติบุคคลซึ่งมีบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) ลงทุนมีมูลค่าตั้งแต่กึ่งหนึ่งของทุนทั้งหมดในนิติบุคคลนั้น (ข) ห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียน ซึ่งหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้จัดการเป็นบุคคลตาม (๑) (๔) นิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งมีหุ้นอันเป็นทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งของนิติบุคคลนั้นถือโดยบุคคลตาม (๑) (๒) หรือ (๓) หรือนิติบุคคลซึ่งมีบุคคลตาม (๑) (๒) หรือ (๓) ลงทุน มีมูลค่าตั้งแต่กึ่งหนึ่งของทุนทั้งหมดในนิติบุคคลนั้น เพื่อประโยชน์แห่งคำนิยามนี้ให้ถือว่าหุ้นของบริษัทจำกัดที่มีใบหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือเป็นหุ้นของคนต่างด้าว เว้นแต่จะได้มีกฎกระทรวงกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
จุดที่ผมอยากให้สังเกตคืออนุมาตรา (๔) ซึ่งทำให้การถือหุ้นเป็นชั้น ๆ ไม่ช่วยอะไร ถ้าบริษัทไทยแห่งหนึ่งเป็นคนต่างด้าวตาม (๓) แล้วบริษัทนั้นไปถือหุ้นในบริษัทไทยอีกแห่งตั้งแต่กึ่งหนึ่ง บริษัทลูกก็เป็นคนต่างด้าวไปด้วย ในทางปฏิบัติหมายความว่าการวางโครงสร้างซ้อนกันสองสามชั้นเพื่อ “เจือจาง” สัดส่วนต่างชาติ ไม่ได้ผลตามตัวบทครับ
เพราะตัวบทใช้คำว่า “ตั้งแต่กึ่งหนึ่ง” การถือหุ้นของต่างชาติที่ 50 เปอร์เซ็นต์พอดี จึงทำให้บริษัทเป็นคนต่างด้าวแล้ว ไม่ใช่ต้องเกิน 50 การถือ 49 เปอร์เซ็นต์จึงเป็นตัวเลขที่ตกลงมาจากถ้อยคำของกฎหมาย ไม่ใช่ตัวเลขที่ใครคิดขึ้นเอง และนี่คือเหตุผลว่าทำไมโครงสร้าง 49 ต่อ 51 จึงกลายเป็นรูปแบบมาตรฐานของตลาด
แต่ตัวเลขบนบัญชีผู้ถือหุ้นไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเรื่อง เพราะนิยามใน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 4 พูดถึงทั้ง “หุ้นอันเป็นทุน” และ “การลงทุนมีมูลค่าตั้งแต่กึ่งหนึ่งของทุนทั้งหมด” สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน อย่างแรกดูที่ทะเบียน อย่างที่สองดูที่เงินจริง และในคดีที่ขึ้นสู่ศาล สิ่งที่ถูกตรวจสอบมักเป็นอย่างที่สองครับ
ทำไมกฎหมายจึงแบ่งธุรกิจเป็นสามบัญชี
พระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้ห้ามคนต่างด้าวทำธุรกิจทุกอย่าง แต่จัดกลุ่มธุรกิจไว้สามบัญชีตามระดับความอ่อนไหว แล้วกำหนดผู้มีอำนาจอนุญาตต่างกันไปในแต่ละบัญชี ธุรกิจที่ไม่อยู่ในบัญชีใดเลย คนต่างด้าวทำได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งเป็นจุดที่คนมักมองข้าม
มาตรา ๘ ภายใต้บังคับมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๒ (๑) ห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษตามที่กำหนดไว้ในบัญชีหนึ่ง (๒) ห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศ ธุรกิจที่มีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี และหัตถกรรมพื้นบ้าน หรือธุรกิจที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีสอง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี (๓) ห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าว ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีสาม เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
โครงของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 8 อ่านได้ตรง ๆ ว่าบัญชีหนึ่งไม่มีทางเปิด บัญชีสองเปิดได้แต่ต้องถึงคณะรัฐมนตรี และบัญชีสามเปิดได้ที่ระดับอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ระดับของผู้อนุญาตนี่เองที่บอกเราว่าแต่ละบัญชี “ยาก” ต่างกันเพียงไรในทางปฏิบัติครับ
บัญชีหนึ่ง (ประตูที่ปิดตาย)
บัญชีหนึ่งคือกลุ่มที่ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 8 (1) ห้ามไว้โดยไม่มีข้อยกเว้นให้ขออนุญาต ธุรกิจในบัญชีนี้ผูกกับที่ดิน ทรัพยากร สื่อ และสิ่งที่รัฐถือว่าเป็นเรื่องของคนไทยโดยเฉพาะ
บัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญชีหนึ่ง ธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษ (๑) การทำกิจการหนังสือพิมพ์ การทำกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงหรือสถานีวิทยุ โทรทัศน์ (๒) การทำนา ทำไร่ หรือทำสวน (๓) การเลี้ยงสัตว์ (๔) การทำป่าไม้และการแปรรูปไม้จากป่าธรรมชาติ (๕) การทำการประมงเฉพาะการจับสัตว์น้ำในน่านน้ำไทยและในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของ ประเทศไทย (๖) การสกัดสมุนไพรไทย (๗) การค้าและการขายทอดตลาดโบราณวัตถุของไทย หรือที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ของประเทศ (๘) การทำหรือหล่อพระพุทธรูป และการทำบาตร (๙) การค้าที่ดิน
รายการที่สร้างปัญหามากที่สุดในทางปฏิบัติคือข้อ (๙) การค้าที่ดิน เพราะนักลงทุนที่มาทำโครงการอสังหาริมทรัพย์มักคิดว่าเป็นเรื่องของกฎหมายที่ดินเท่านั้น แต่ในความจริงมันตกอยู่ในบัญชีหนึ่งของกฎหมายฉบับนี้ด้วย และมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2252/2560 ซึ่งวินิจฉัยว่าแม้บัญชีผู้ถือหุ้นจะแสดงว่าฝ่ายต่างชาติถือไม่ถึงกึ่งหนึ่ง แต่เมื่อเงินทุนที่แท้จริงเกินกึ่งหนึ่งเป็นของฝ่ายต่างชาติ ก็ถือว่าบริษัทนั้นและฝ่ายต่างชาติเป็นผู้ประกอบธุรกิจการค้าที่ดินตามบัญชีหนึ่ง
บัญชีสอง (เปิดได้ แต่ต้องถึงคณะรัฐมนตรี)
บัญชีสองเป็นกลุ่มที่กฎหมายเปิดช่องไว้ แต่ตั้งด่านสูงมาก เพราะผู้อนุญาตคือรัฐมนตรีโดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี ในทางปฏิบัติจึงไม่ใช่เส้นทางที่ธุรกิจขนาดกลางจะเดินได้ในกรอบเวลาปกติ
บัญชีสอง ธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศหรือมีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี หัตถกรรมพื้นบ้าน หรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมวด ๑ ธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศ (๑) การผลิต การจำหน่าย และการซ่อมบำรุง (ก) อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ดินปืน วัตถุระเบิด (ข) ส่วนประกอบของอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด (ค) อาวุธยุทโธปกรณ์ เรือ อากาศยาน หรือยานพาหนะทางการทหาร (ง) อุปกรณ์หรือส่วนประกอบของอุปกรณ์สงครามทุกประเภท (๒) การขนส่งทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศในประเทศ รวมถึงกิจการการบินใน ประเทศ หมวด ๒ ธุรกิจที่มีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี และหัตถกรรมพื้นบ้าน (๑) การค้าของเก่า หรือศิลปวัตถุ ซึ่งเป็นงานศิลปกรรม หัตถกรรมของไทย (๒) การผลิตเครื่องไม้แกะสลัก (๓) การเลี้ยงไหม การผลิตเส้นไหมไทย การทอผ้าไหมไทย หรือการพิมพ์ลวดลาย ผ้าไหมไทย (๔) การผลิตเครื่องดนตรีไทย (๕) การผลิตเครื่องทอง เครื่องเงิน เครื่องถม เครื่องทองลงหิน หรือเครื่องเขิน (๖) การผลิตถ้วยชามหรือเครื่องปั้นดินเผาที่เป็นศิลปวัฒนธรรมไทย หมวด ๓ ธุรกิจที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม (๑) การผลิตน้ำตาลจากอ้อย (๒) การทำนาเกลือ รวมทั้งการทำเกลือสินเธาว์ (๓) การทำเกลือหิน (๔) การทำเหมือง รวมทั้งการระเบิดหรือย่อยหิน (๕) การแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย
หมวด ๑ ข้อ (๒) การขนส่งในประเทศ เป็นรายการที่ผมเห็นสร้างความประหลาดใจบ่อยที่สุด เพราะธุรกิจโลจิสติกส์ที่นักลงทุนต่างชาติสนใจ มักมีส่วนของการขนส่งภายในประเทศปนอยู่ด้วย และเมื่อมีส่วนนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่ขออนุญาตในระดับกรมได้อีกแล้วครับ
บัญชีสาม (บัญชีที่ธุรกิจส่วนใหญ่ไปติดอยู่)
บัญชีสามเป็นบัญชีที่มีผลกระทบต่อนักลงทุนมากที่สุด เพราะกวาดเอาภาคบริการเกือบทั้งหมดเข้ามา รวมถึงข้อสุดท้ายที่เขียนไว้กว้างมากว่า “การทำธุรกิจบริการอื่น” ผลคือธุรกิจบริการที่ไม่มีชื่อระบุไว้ที่ไหน ก็ยังตกในบัญชีสามอยู่ดี เว้นแต่จะมีกฎกระทรวงยกเว้นไว้
บัญชีสาม ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าว (๑) การสีข้าว และการผลิตแป้งจากข้าวและพืชไร่ (๒) การทำการประมง เฉพาะการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (๓) การทำป่าไม้จากป่าปลูก (๔) การผลิตไม้อัด แผ่นไม้วีเนียร์ ชิปบอร์ด หรือฮาร์ดบอร์ด (๕) การผลิตปูนขาว (๖) การทำกิจการบริการทางบัญชี (๗) การทำกิจการบริการทางกฎหมาย (๘) การทำกิจการบริการทางสถาปัตยกรรม (๙) การทำกิจการบริการทางวิศวกรรม (๑๐) การก่อสร้าง ยกเว้น (ก) การก่อสร้างสิ่งซึ่งเป็นการให้บริการพื้นฐานแก่ประชาชนด้านการสาธารณูปโภค หรือการคมนาคมที่ต้องใช้เครื่องมือ เครื่องจักร เทคโนโลยีหรือความชำนาญ ในการก่อสร้างเป็นพิเศษ โดยมีทุนขั้นต่ำของคนต่างด้าวตั้งแต่ห้าร้อยล้านบาท ขึ้นไป (ข) การก่อสร้างประเภทอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (๑๑) การทำกิจการนายหน้าหรือตัวแทน ยกเว้น (ก) การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์หรือการบริการที่เกี่ยวกับการ ซื้อขายล่วงหน้าซึ่งสินค้าเกษตรหรือตราสารทางการเงินหรือหลักทรัพย์ (ข) การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนซื้อขายหรือจัดหาสินค้าหรือบริการที่จำเป็นต่อ การผลิตหรือการให้บริการของวิสาหกิจในเครือเดียวกัน (ค) การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนซื้อขาย จัดซื้อหรือจัดจำหน่าย หรือจัดหาตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อการจำหน่ายซึ่งสินค้าที่ผลิตในประเทศหรือ นำเข้ามาจากต่างประเทศอันมีลักษณะ เป็นการประกอบธุรกิจระหว่างประเทศ โดยมีทุนขั้นต่ำของคนต่างด้าวตั้งแต่หนึ่งร้อยล้านบาทขึ้นไป (ง) การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนประเภทอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (๑๒) การขายทอดตลาด ยกเว้น (ก) การขายทอดตลาดที่มีลักษณะเป็นการประมูลซื้อขายระหว่างประเทศที่มิใช่ การประมูลซื้อขายของเก่า วัตถุโบราณ หรือศิลปวัตถุซึ่งเป็นงานศิลปกรรม หัตถกรรม หรือโบราณวัตถุของไทย หรือที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของประเทศ (ข) การขายทอดตลาดประเภทอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (๑๓) การค้าภายในเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลทางการเกษตรพื้นเมืองที่ยังไม่มีกฎหมายห้ามไว้ ยกเว้นการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย โดยไม่มีการส่งมอบหรือรับมอบสินค้าเกษตรภายในประเทศ (๑๔) การค้าปลีกสินค้าทุกประเภทที่มีทุนขั้นต่ำรวมทั้งสิ้นน้อยกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท หรือที่มีทุนขั้นต่ำของแต่ละร้านค้าน้อยกว่ายี่สิบล้านบาท (๑๕) การค้าส่งสินค้าทุกประเภทที่มีทุนขั้นต่ำของแต่ละร้านค้าน้อยกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท (๑๖) การทำกิจการโฆษณา (๑๗) การทำกิจการโรงแรม เว้นแต่บริการจัดการโรงแรม (๑๘) การนำเที่ยว (๑๙) การขายอาหารหรือเครื่องดื่ม (๒๐) การทำกิจการเพาะขยายหรือปรับปรุงพันธุ์พืช (๒๑) การทำธุรกิจบริการอื่น ยกเว้นธุรกิจบริการที่กำหนดในกฎกระทรวง
สิ่งที่ผมอยากให้อ่านอย่างช้า ๆ คือข้อ (๑๔) และ (๑๕) ซึ่งบอกว่าการค้าปลีกและค้าส่งจะพ้นจากบัญชีสามได้ถ้ามีทุนถึงเกณฑ์ที่กำหนด นี่คือตัวอย่างชัดที่สุดว่ากฎหมายไม่ได้ห้ามด้วยประเภทกิจการเท่านั้น แต่ห้ามด้วยขนาดของทุนด้วย ธุรกิจเดียวกันที่ทุนหนึ่งร้อยล้านบาทกับที่ทุนสิบล้านบาท อยู่ในสถานะทางกฎหมายที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
อีกจุดคือข้อ (๑๑) (ข) และ (ค) ซึ่งยกเว้นการเป็นนายหน้าหรือตัวแทนภายในเครือเดียวกัน และการค้าระหว่างประเทศที่มีทุนตั้งแต่หนึ่งร้อยล้านบาทขึ้นไป โครงสร้างที่ออกแบบให้ตรงกับข้อยกเว้นเหล่านี้ตั้งแต่ต้น ประหยัดทั้งเวลาและความเสี่ยงกว่าการขอใบอนุญาตทีหลังมากครับ
บริษัทไทยข้างมาก 49 ต่อ 51 ทำได้จริงแค่ไหน
โครงสร้างที่ฝ่ายต่างชาติถือ 49 เปอร์เซ็นต์ และฝ่ายไทยถือ 51 เปอร์เซ็นต์ เป็นโครงสร้างที่ชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ถ้าฝ่ายไทยเป็นผู้ถือหุ้นจริง คือลงเงินของตัวเอง รับความเสี่ยงของตัวเอง มีสิทธิออกเสียงของตัวเอง และได้เงินปันผลของตัวเอง เมื่อเป็นเช่นนั้น บริษัทไม่ใช่คนต่างด้าวตามมาตรา 4 และไม่ต้องขอใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้เลย
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่ความจริงเบื้องหลังตัวเลข ในทางปฏิบัติผมเห็นสองสถานการณ์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง สถานการณ์แรกคือมีหุ้นส่วนไทยที่มีเงินทุนและมีบทบาททางธุรกิจจริง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการร่วมทุน สถานการณ์ที่สองคือฝ่ายต่างชาติออกเงินทั้งหมด แล้วหาคนไทยมาลงชื่อในบัญชีผู้ถือหุ้น พร้อมทำหนังสือมอบอำนาจ ใบโอนหุ้นลอย หรือสัญญากู้ ไว้เพื่อควบคุมหุ้นนั้นกลับ สองสถานการณ์นี้ดูเหมือนกันบนหนังสือรับรอง แต่ในทางกฎหมายอยู่คนละฝั่งของเส้นความผิดอาญาครับ
เส้นที่ห้ามข้าม (พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 36 และเหตุใดนอมินีจึงเป็นความผิดอาญา)
นี่คือมาตราที่ผมถือว่าสำคัญที่สุดในกฎหมายฉบับนี้สำหรับนักลงทุน เพราะเป็นมาตราที่เอาผิด “ทั้งสองฝ่าย” ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายต่างชาติ คนไทยที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน ร่วมประกอบธุรกิจ หรือถือหุ้นแทน ก็เป็นผู้กระทำความผิดเช่นกัน และฝ่ายต่างชาติที่ยินยอมให้ทำก็เป็นผู้กระทำความผิดด้วย
มาตรา ๓๖ ผู้มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลที่มิใช่คนต่างด้าวตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนหรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อันเป็นธุรกิจที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ โดยคนต่างด้าวนั้นมิได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจดังกล่าว หรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวโดยแสดงออกว่าเป็นธุรกิจของตนแต่ผู้เดียวหรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด หรือนิติบุคคลใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งคนต่างด้าวซึ่งยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลที่มิใช่คนต่างด้าวตามพระราชบัญญัตินี้กระทำการดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งให้เลิกการให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุน หรือสั่งให้เลิกการร่วมประกอบธุรกิจ หรือสั่งให้เลิกการถือหุ้น หรือการเป็นหุ้นส่วนนั้นเสีย แล้วแต่กรณี หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับวันละหนึ่งหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
ขอให้สังเกตสามชั้นในมาตรานี้ ชั้นแรกคือโทษอาญา จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ชั้นที่สองคือคำสั่งศาลให้เลิกการถือหุ้นหรือเลิกการร่วมประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นการรื้อโครงสร้างที่นักลงทุนสร้างมาทั้งหมด และชั้นที่สามคือค่าปรับรายวันหนึ่งหมื่นถึงห้าหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ชั้นที่สามนี้คือชั้นที่ทำให้การ “ดื้อไว้ก่อน” ไม่ใช่ทางเลือกครับ
โทษของฝ่ายต่างชาติเองตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 37
ถ้าคนต่างด้าวประกอบธุรกิจในบัญชีใดบัญชีหนึ่งโดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดอยู่ที่ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 37 ซึ่งมีระดับโทษเดียวกับมาตรา 36 และให้ศาลสั่งเลิกกิจการหรือเลิกการเป็นผู้ถือหุ้นได้เช่นกัน
มาตรา ๓๗ คนต่างด้าวผู้ใดประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนมาตรา ๖ มาตรา ๗ หรือมาตรา ๘ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเลิกการประกอบธุรกิจ หรือเลิกกิจการ หรือสั่งเลิกการเป็นผู้ถือหุ้น หรือเป็นหุ้นส่วน แล้วแต่กรณี หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับวันละหนึ่งหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2566 ปรากฏว่าศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยกลุ่มหนึ่งตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 8 (3) และมาตรา 37 และลงโทษจำเลยอีกกลุ่มหนึ่งตามมาตรา 36 ในคดีเดียวกัน ซึ่งสะท้อนโครงของกฎหมายได้ตรงมาก คือฝ่ายต่างชาติถูกฟ้องฐานประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต และฝ่ายที่ช่วยถือหุ้นถูกฟ้องฐานสนับสนุนหรือถือหุ้นแทน อีกคดีหนึ่งคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2949/2563 ซึ่งมีการฟ้องทั้ง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 4 มาตรา 8 มาตรา 36 และมาตรา 37 ควบกับความผิดฐานฟอกเงินและความผิดเกี่ยวกับเอกสาร
สิ่งที่แพงกว่าค่าปรับ (สัญญาเป็นโมฆะ และเงินที่จ่ายไปเรียกคืนไม่ได้)
ถ้ามีข้อเดียวในบทความนี้ที่ผมอยากให้จำ ผมขอให้จำข้อนี้ครับ เพราะความเสียหายที่หนักที่สุดของโครงสร้างนอมินีไม่ใช่โทษอาญา แต่เป็นผลในทางแพ่ง ข้อตกลงที่ทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะ และเงินที่จ่ายไปตามข้อตกลงนั้นเป็นการชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ซึ่งเรียกคืนไม่ได้
มาตรา ๑๕๐ การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ
มาตรา ๔๑๑ บุคคลใดได้กระทำการเพื่อชำระหนี้ เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี ท่านว่าบุคคลนั้นหาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5457/2560 เป็นตัวอย่างที่ตรงประเด็นที่สุดเรื่องนี้ คดีนั้นฝ่ายต่างชาติฟ้องเรียกเงินคืนโดยอ้างว่าเป็นสัญญากู้ยืมเงิน แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาซื้อขายกิจการ ซึ่งทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ด้วยการให้ผู้มีสัญชาติไทยมีชื่อถือหุ้นแต่เพียงในนาม ศาลวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และเงินที่อ้างว่าให้กู้ยืมนั้นแท้จริงเป็นเงินที่ชำระตามสัญญาซื้อกิจการ ย่อมเป็นการชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายและไม่อาจเรียกคืนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411
ผลของแนวนี้ตรงไปตรงมามาก คือฝ่ายต่างชาติที่ลงเงินไปทั้งหมดแล้วให้คนไทยถือหุ้นแทน อาจไม่มีทั้งหุ้นและเงิน เพราะหุ้นอยู่ในชื่อคนอื่น และสัญญาที่จะใช้เรียกเอาคืนก็เป็นโมฆะ ผมเรียกสิ่งนี้ว่าทางลัดที่มีราคาเท่ากับบริษัททั้งบริษัทครับ
ศาลดูเงินจริง ไม่ได้ดูเพียงบัญชีผู้ถือหุ้น
หลายคนวางใจว่าถ้าบัญชีผู้ถือหุ้นแสดง 49 ต่อ 51 แล้วเรื่องก็จบ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2252/2560 แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ ในคดีนั้นฝ่ายต่างชาติถือหุ้นไม่ถึงกึ่งหนึ่งตามบัญชีผู้ถือหุ้น แต่เงินทุนที่แท้จริงในบริษัทเกินกึ่งหนึ่งเป็นของฝ่ายต่างชาติ ซึ่งไม่เป็นไปตามทุนที่จดทะเบียน ศาลจึงถือว่าบริษัทนั้นและฝ่ายต่างชาติเป็นผู้ประกอบธุรกิจการค้าที่ดินตามบัญชีหนึ่ง
ผลที่ตามมาในคดีนั้นก็ควรกล่าวถึง เพราะเมื่อฝ่ายต่างชาติเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องห้าม ศาลวินิจฉัยว่าเขามิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดที่ฟ้องมา ซึ่งเป็นความผิดที่สืบเนื่องจากการประกอบธุรกิจที่ต้องห้ามนั้นเอง กล่าวอีกอย่างคือ โครงสร้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายยังทำให้การใช้ศาลเป็นที่พึ่งเมื่อถูกโกงยากขึ้นด้วยครับ
ทางที่ถูก ทางที่หนึ่ง (ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว)
สำหรับธุรกิจในบัญชีสาม เส้นทางตรงที่สุดคือขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจต่ออธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งพิจารณาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ข้อดีคือบริษัทถือหุ้นต่างชาติได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องพึ่งพาผู้ถือหุ้นไทย ข้อจำกัดคือกรอบเวลาและดุลพินิจ
กฎหมายวางกรอบเวลาไว้ใน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 17 ว่าให้พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันยื่นคำขอ สำหรับบัญชีสาม และให้ออกใบอนุญาตภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่อธิบดีอนุญาต ส่วนหลักเกณฑ์ที่ใช้ชั่งน้ำหนักอยู่ใน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 5
มาตรา ๕ การอนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พิจารณาโดยคำนึงถึงผลดีและผลเสียต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศิลปวัฒนธรรมและจารีตประเพณีของประเทศ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การพลังงานและการรักษาสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองผู้บริโภค ขนาดของกิจการ การจ้างแรงงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา
อ่าน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 5 แล้วจะเห็นว่าเรื่องการจ้างแรงงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการวิจัยพัฒนา เป็นปัจจัยที่กฎหมายให้น้ำหนัก ดังนั้นคำขอที่อธิบายได้ชัดว่าธุรกิจจะจ้างคนไทยเท่าไร นำความรู้อะไรเข้ามา และไม่ได้เข้ามาแข่งกับผู้ประกอบการรายย่อยในประเทศ ย่อมอธิบายตัวเองได้ดีกว่าคำขอที่บอกเพียงว่าต้องการทำธุรกิจ
อีกจุดที่ควรทราบล่วงหน้าคือใบอนุญาตมาพร้อมเงื่อนไข ซึ่งกฎกระทรวงที่ออกตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 18 กำหนดกรอบไว้
มาตรา ๑๘ รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดเงื่อนไขหนึ่งเงื่อนไขใดให้คนต่างด้าวผู้รับใบอนุญาตต้องปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ (๑) อัตราส่วนทุนกับเงินกู้ที่จะใช้ในการประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาต (๒) จำนวนกรรมการที่เป็นคนต่างด้าวซึ่งจะต้องมีภูมิลำเนาหรือที่อยู่ในราชอาณาจักร (๓) จำนวนและระยะเวลาการดำรงไว้ซึ่งทุนขั้นต่ำภายในประเทศ (๔) เทคโนโลยีหรือทรัพย์สิน (๕) เงื่อนไขอื่นที่จำเป็น
ทางที่ถูก ทางที่สอง (การส่งเสริมการลงทุนและนิคมอุตสาหกรรม)
สำหรับกิจการที่เข้าข่ายได้รับการส่งเสริมการลงทุน เส้นทางนี้มักเป็นทางที่สะอาดที่สุด เพราะไม่ต้องเข้ากระบวนการขอใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ แต่เปลี่ยนเป็นการแจ้งต่ออธิบดีเพื่อขอหนังสือรับรอง แล้วได้รับยกเว้นจากการบังคับใช้พระราชบัญญัตินี้ตลอดระยะเวลาที่ได้รับการส่งเสริม
มาตรา ๑๒ ในกรณีที่ธุรกิจของคนต่างด้าวซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตเป็นหนังสือให้ประกอบอุตสาหกรรมหรือประกอบการค้าเพื่อส่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือตามกฎหมายอื่น เป็นธุรกิจตามบัญชีสองหรือบัญชีสามท้ายพระราชบัญญัตินี้ ให้คนต่างด้าวดังกล่าวแจ้งต่ออธิบดีเพื่อขอหนังสือรับรอง เมื่ออธิบดีหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตรวจสอบความถูกต้องของบัตรส่งเสริมการลงทุนหรือหนังสืออนุญาตดังกล่าวแล้ว ให้อธิบดีออกหนังสือรับรองโดยเร็ว แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนหรือหนังสืออนุญาต แล้วแต่กรณี ในกรณีนี้ให้คนต่างด้าวดังกล่าวนั้น ได้รับยกเว้นจากการบังคับใช้พระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๒ ตลอดระยะเวลาที่ธุรกิจนั้นได้รับการส่งเสริมการลงทุนหรือได้รับอนุญาตให้ประกอบอุตสาหกรรมหรือประกอบการค้าเพื่อส่งออก แล้วแต่กรณี การออกหนังสือรับรองตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด
ผมอยากให้สังเกตคำว่า “ตลอดระยะเวลาที่ธุรกิจนั้นได้รับการส่งเสริมการลงทุน” เพราะการยกเว้นนี้ผูกกับสถานะการได้รับส่งเสริม ไม่ใช่ผูกกับตัวบริษัทอย่างถาวร ถ้าสิทธิประโยชน์สิ้นสุดลงหรือถูกเพิกถอน สถานะทางกฎหมายของบริษัทก็ต้องกลับมาพิจารณาใหม่ตามพระราชบัญญัตินี้ นี่คือประเด็นที่ควรวางแผนไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ค่อยคิดตอนใกล้หมดอายุครับ
ทางที่ถูก ทางที่สาม (สนธิสัญญา รวมถึงสนธิสัญญาไมตรีกับสหรัฐอเมริกา)
กฎหมายฉบับนี้เปิดช่องไว้ให้คนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจโดยอาศัยสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีหรือมีความผูกพันตามพันธกรณี ได้รับยกเว้นการบังคับใช้บทบัญญัติสำคัญหลายมาตรา ในทางปฏิบัติ ช่องนี้คือฐานทางกฎหมายของสิ่งที่คนเรียกกันว่าบริษัทตามสนธิสัญญาไมตรี
มาตรา ๑๐ บทบัญญัติมาตรา ๕ มาตรา ๘ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘ ไม่ใช้บังคับแก่คนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้โดยได้รับอนุญาตจากรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นการเฉพาะกาล คนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้โดยสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีหรือมีความผูกพันตามพันธกรณี ให้ได้รับยกเว้นจากการบังคับใช้บทบัญญัติแห่งมาตราต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง และให้เป็นไปตามบทบัญญัติและเงื่อนไขของสนธิสัญญานั้น ซึ่งอาจรวมถึงการให้สิทธิคนไทยและวิสาหกิจของคนไทยเข้าไปประกอบธุรกิจในประเทศสัญชาติของคนต่างด้าวนั้นเป็นการต่างตอบแทนด้วย
ข้อสำคัญคือการยกเว้นตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 10 ไม่ใช่การยกเว้นแบบไม่มีเงื่อนไข เพราะตัวบทเขียนไว้ชัดว่า “ให้เป็นไปตามบทบัญญัติและเงื่อนไขของสนธิสัญญานั้น” หมายความว่าขอบเขตของสิทธิถูกกำหนดโดยสนธิสัญญาเอง ไม่ใช่โดยพระราชบัญญัติ ธุรกิจที่สนธิสัญญานั้นสงวนไว้ ก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี
ในทางปฏิบัติ ผู้ที่จะใช้สิทธิตามสนธิสัญญาต้องไปขอหนังสือรับรองตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 11 ซึ่งกำหนดว่าหนังสือรับรองต้องระบุเงื่อนไขตามที่รัฐบาลกำหนดหรือตามที่กำหนดในสนธิสัญญาด้วย
มาตรา ๑๑ คนต่างด้าวตามมาตรา ๑๐ หากประสงค์จะประกอบธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ ให้แจ้งต่ออธิบดีตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงเพื่อขอหนังสือรับรองและให้อธิบดีออกหนังสือรับรองให้คนต่างด้าวนั้นโดยเร็ว แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากคนต่างด้าว เว้นแต่อธิบดีเห็นว่าการแจ้งมิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง หรือกรณีไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๐ ให้อธิบดีแจ้งแก่คนต่างด้าวนั้นทราบโดยเร็ว แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากคนต่างด้าว หนังสือรับรองต้องระบุเงื่อนไขตามที่รัฐบาลกำหนดหรือตามที่กำหนดในสนธิสัญญาด้วย
ทุนขั้นต่ำที่ต้องมีจริง (พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 14)
เรื่องทุนขั้นต่ำเป็นจุดที่นักลงทุนมักได้ตัวเลขมาแบบไม่ครบ เพราะกฎหมายวางไว้สองระดับ ระดับทั่วไปกับระดับของธุรกิจที่ต้องขออนุญาตตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ
มาตรา ๑๔ ทุนขั้นต่ำที่คนต่างด้าวใช้ในการเริ่มต้นประกอบธุรกิจในประเทศไทย ต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าที่กำหนดในกฎกระทรวงแต่ต้องไม่น้อยกว่าสองล้านบาท ในกรณีการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในวรรคแรกเป็นธุรกิจที่ต้องได้รับอนุญาตตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ ทุนขั้นต่ำที่กำหนดในกฎกระทรวงสำหรับแต่ละธุรกิจต้องไม่น้อยกว่าสามล้านบาท กฎกระทรวงที่ออกตามบทบัญญัติมาตรานี้ อาจกำหนดระยะเวลาทุนขั้นต่ำที่ต้องนำหรือส่งเข้ามาในประเทศไทยไว้ด้วยก็ได้ ความในมาตรานี้ไม่ใช้บังคับกับกรณีที่คนต่างด้าวนำเงินหรือทรัพย์สินอันเกิดจากรายได้ที่ได้มาจากการประกอบธุรกิจเดิมที่เริ่มดำเนินการมาก่อนแล้วในประเทศไทยไปเริ่มประกอบธุรกิจรายอื่นหรือนำไปลงหุ้นหรือลงทุนในกิจการหรือในนิติบุคคลอื่น
สองประโยคท้ายของมาตรานี้มีความหมายมากในทางปฏิบัติ ประโยคหนึ่งบอกว่ากฎกระทรวงกำหนดกำหนดเวลานำทุนเข้ามาได้ ซึ่งแปลว่าทุนขั้นต่ำไม่ใช่เพียงตัวเลขบนหนังสือรับรอง แต่เป็นเงินที่ต้องนำเข้ามาจริงตามกำหนด อีกประโยคหนึ่งยกเว้นกรณีนำกำไรจากธุรกิจเดิมในไทยไปลงทุนต่อ ซึ่งเป็นข้อยกเว้นที่ธุรกิจที่ตั้งมานานแล้วควรทราบครับ
สำนักงานผู้แทน (ทางที่ไม่ต้องแข่ง แต่ก็ขายไม่ได้)
สำหรับบริษัทต่างชาติที่ยังไม่พร้อมตั้งนิติบุคคลเต็มรูปแบบ สำนักงานผู้แทนเป็นทางเลือกที่มีบทบาทจำกัดชัดเจน คือทำหน้าที่ประสานงาน หาข้อมูล ตรวจคุณภาพสินค้า หรือรายงานกลับสำนักงานใหญ่ โดยไม่มีรายได้จากการค้าในประเทศ และไม่รับคำสั่งซื้อหรือเจรจาราคาแทนสำนักงานใหญ่
ข้อจำกัดนี้เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน จุดแข็งคือกิจกรรมที่ไม่ใช่การค้าทำให้โครงสร้างเรียบง่ายกว่ามาก จุดอ่อนคือถ้าธุรกิจของคุณต้องออกใบแจ้งหนี้ให้ลูกค้าในไทย หรือต้องรับเงินจากลูกค้าในไทย สำนักงานผู้แทนตอบโจทย์ไม่ได้เลย และการฝืนใช้โครงสร้างนี้ทำกิจกรรมที่มีรายได้ ก็คือการประกอบธุรกิจที่ต้องขออนุญาตโดยไม่ได้ขออนุญาตนั่นเองครับ
เปรียบเทียบห้าเส้นทางแบบเห็นภาพ
ผมสรุปเป็นตารางโดยเน้นสามคำถามที่นักลงทุนถามบ่อยที่สุด คือถือหุ้นได้เท่าไร ใครเป็นผู้อนุญาต และมีรายได้ในไทยได้หรือไม่ครับ
| เส้นทาง | สัดส่วนต่างชาติ | ผู้อนุญาตหรือฐานทางกฎหมาย | มีรายได้ในไทย | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|---|
| บริษัทไทยข้างมาก | ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของทุน | ไม่ต้องขออนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าผู้ถือหุ้นไทยเป็นเจ้าของจริง | ได้ | ธุรกิจที่มีหุ้นส่วนไทยที่ลงทุนจริงและมีบทบาททางธุรกิจ |
| ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ | ถือได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ | อธิบดีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ สำหรับบัญชีสาม ตามมาตรา 8 (3) และมาตรา 17 | ได้ | ธุรกิจบริการที่ไม่เข้าเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุน และไม่มีหุ้นส่วนไทย |
| บัญชีสอง | ถือได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ | รัฐมนตรีโดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 8 (2) | ได้ | โครงการขนาดใหญ่ที่ยอมรับกรอบเวลาระดับนโยบายได้ |
| การส่งเสริมการลงทุน | ถือได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ | บัตรส่งเสริม แล้วขอหนังสือรับรองตามมาตรา 12 | ได้ | การผลิต เทคโนโลยี และกิจการที่อยู่ในข่ายได้รับส่งเสริม |
| สนธิสัญญา | ตามที่สนธิสัญญากำหนด | มาตรา 10 วรรคสอง และหนังสือรับรองตามมาตรา 11 | ได้ ตามขอบเขตของสนธิสัญญา | นักลงทุนที่มีสัญชาติเข้าเกณฑ์ตามสนธิสัญญา |
| สำนักงานผู้แทน | เป็นสำนักงานของนิติบุคคลต่างประเทศ | ขึ้นอยู่กับบัญชีสามข้อ (๒๑) และกฎกระทรวงที่ใช้บังคับ | ไม่ได้ | การสำรวจตลาด ประสานงาน และตรวจคุณภาพก่อนลงทุนจริง |
สามคำถามที่ควรตอบให้ได้ก่อนไปจดทะเบียน
คำถามแรก ธุรกิจที่จะทำอยู่ในบัญชีใด และอยู่ทั้งหมดหรืออยู่บางส่วน ข้อนี้สำคัญเพราะธุรกิจจริงมักผสมกัน เช่นบริษัทที่ขายสินค้าและมีบริการหลังการขายด้วย สองส่วนนี้อาจอยู่ในสถานะทางกฎหมายที่ต่างกัน และการเขียนวัตถุประสงค์ของบริษัทให้ครอบคลุมทุกอย่างไว้ก่อน อาจทำให้ต้องขออนุญาตในเรื่องที่ยังไม่ได้ทำ
คำถามที่สอง เงินที่ใช้ตั้งบริษัทมาจากใครจริง ๆ ข้อนี้ผมถามลูกความทุกรายก่อนพูดถึงโครงสร้าง เพราะถ้าคำตอบคือเงินทั้งหมดมาจากฝ่ายต่างชาติ โครงสร้างที่เหมาะสมจะเปลี่ยนไปทันที และการจะให้คนไทยถือหุ้นข้างมากในกรณีนั้น ก็ต้องมีการลงทุนจริงของฝ่ายไทยรองรับ ไม่ใช่แค่ชื่อในทะเบียน
คำถามที่สาม ธุรกิจนี้ต้องออกใบแจ้งหนี้และรับเงินจากลูกค้าในไทยหรือไม่ ถ้าคำตอบคือใช่ สำนักงานผู้แทนตกไป และถ้าธุรกิจนั้นเป็นบริการที่อยู่ในบัญชีสาม เรื่องก็มาลงที่การเลือกระหว่างหุ้นส่วนไทยที่แท้จริง ใบอนุญาต หรือการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเป็นสามทางที่ต่างกันทั้งต้นทุน เวลา และความยืดหยุ่นในอนาคตครับ
ข้อควรระวังในทางปฏิบัติที่มักถูกมองข้าม
ประการแรก การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นภายหลังอาจทำให้สถานะของบริษัทเปลี่ยน บริษัทที่เริ่มต้นเป็นบริษัทไทยข้างมาก แล้วต่อมามีการโอนหุ้นทำให้สัดส่วนต่างชาติถึงกึ่งหนึ่ง กลายเป็นคนต่างด้าวตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 4 ทันที และถ้ากิจการนั้นอยู่ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ ก็กลายเป็นการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตในวันเดียวกันนั้น
ประการที่สอง เอกสารภายในที่ทำไว้เพื่อกำหนดอำนาจระหว่างผู้ถือหุ้น เช่นสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น หนังสือมอบอำนาจ หรือข้อตกลงเรื่องการออกเสียง ต้องสอดคล้องกับความเป็นเจ้าของที่แสดงต่อทางการ ถ้าเอกสารเหล่านั้นทำให้เห็นว่าผู้ถือหุ้นไทยไม่มีอำนาจตัดสินใจและไม่มีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเลย เอกสารนั้นก็อธิบายตัวเองว่าคืออะไร
ประการที่สาม ที่มาของเงินลงทุนควรมีร่องรอยตรวจสอบได้ ทั้งการโอนเงินเข้าประเทศและการชำระค่าหุ้นของแต่ละฝ่าย เพราะในคดีที่มีข้อพิพาท สิ่งที่ชี้ขาดมักไม่ใช่คำอธิบายในภายหลัง แต่เป็นเส้นทางของเงินตั้งแต่ต้นครับ
คำถามที่พบบ่อย
ถือหุ้น 49 เปอร์เซ็นต์แล้วปลอดภัยแน่นอนใช่ไหม
ตัวเลข 49 เปอร์เซ็นต์ทำให้บริษัทไม่เข้านิยาม “คนต่างด้าว” ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 4 เฉพาะเมื่อผู้ถือหุ้นไทยเป็นเจ้าของหุ้นนั้นจริง เพราะมาตรา 4 พูดถึงทั้งหุ้นที่ถือตามทะเบียนและการลงทุนที่มีมูลค่าตั้งแต่กึ่งหนึ่งของทุนทั้งหมด และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2252/2560 วินิจฉัยว่าแม้บัญชีผู้ถือหุ้นแสดงว่าฝ่ายต่างชาติถือไม่ถึงกึ่งหนึ่ง แต่เมื่อเงินทุนที่แท้จริงเกินกึ่งหนึ่งเป็นของฝ่ายต่างชาติ ก็ถือว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบัญชีหนึ่ง ดังนั้นสิ่งที่ทำให้ปลอดภัยคือความเป็นเจ้าของที่แท้จริง ไม่ใช่ตัวเลขครับ
ถ้าให้คนไทยถือหุ้นแทนแล้วทำสัญญาไว้ให้รัดกุม จะควบคุมบริษัทได้จริงหรือไม่
ในทางกฎหมายไม่ได้ครับ และผลอาจแย่กว่าไม่ทำสัญญาเลย เพราะข้อตกลงที่ทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายควบคุมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5457/2560 วินิจฉัยไว้ว่าเงินที่จ่ายไปตามข้อตกลงลักษณะนั้นเป็นการชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย จึงเรียกคืนไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411 นอกจากนั้นทั้งสองฝ่ายยังมีความรับผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 36 ด้วย
ธุรกิจของผมเป็นบริการที่ไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีสาม แปลว่าทำได้เลยหรือไม่
ต้องดูข้อสุดท้ายของบัญชีสามก่อนครับ เพราะข้อ (๒๑) เขียนว่า “การทำธุรกิจบริการอื่น ยกเว้นธุรกิจบริการที่กำหนดในกฎกระทรวง” หมายความว่าธุรกิจบริการที่ไม่มีชื่อระบุไว้ ยังตกในบัญชีสามอยู่ เว้นแต่จะมีกฎกระทรวงยกเว้นไว้ ดังนั้นคำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ว่าธุรกิจของคุณมีชื่ออยู่ในบัญชีหรือไม่ แต่เป็นว่ามีกฎกระทรวงยกเว้นไว้หรือไม่ และรายการนั้นเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจฉบับที่ใช้บังคับในขณะที่จะยื่นเรื่อง
ทุนขั้นต่ำสองล้านบาทหรือสามล้านบาท ตกลงต้องเท่าไร
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 14 วางไว้สองระดับครับ ระดับทั่วไปคือไม่น้อยกว่าที่กำหนดในกฎกระทรวงแต่ต้องไม่น้อยกว่าสองล้านบาท ส่วนกรณีที่เป็นธุรกิจที่ต้องได้รับอนุญาตตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ ทุนขั้นต่ำที่กำหนดในกฎกระทรวงสำหรับแต่ละธุรกิจต้องไม่น้อยกว่าสามล้านบาท และตัวบทยังเปิดให้กฎกระทรวงกำหนดระยะเวลาที่ต้องนำทุนเข้ามาในประเทศไทยได้ด้วย จึงต้องตรวจกฎกระทรวงที่ใช้บังคับประกอบทุกครั้ง อย่าดูเฉพาะตัวเลขในตัวพระราชบัญญัติ
สรุป
ผมได้พาไปดูตั้งแต่นิยาม “คนต่างด้าว” ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 4 ที่ใช้เส้นแบ่งว่า “ตั้งแต่กึ่งหนึ่ง” ของทุน ผ่านโครงของมาตรา 8 ที่แยกธุรกิจเป็นบัญชีหนึ่งซึ่งปิดตาย บัญชีสองซึ่งต้องถึงคณะรัฐมนตรี และบัญชีสามซึ่งกวาดภาคบริการเกือบทั้งหมดไว้ รวมถึงทุนขั้นต่ำตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 14 เส้นทางที่ชอบด้วยกฎหมายทั้งใบอนุญาตประกอบธุรกิจ การส่งเสริมการลงทุนตามมาตรา 12 และสิทธิตามสนธิสัญญาตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 10 กับมาตรา 11 บทบาทที่จำกัดของสำนักงานผู้แทน และที่สำคัญที่สุดคือมาตรา 36 ซึ่งเอาผิดทั้งคนไทยที่ถือหุ้นแทนและคนต่างด้าวที่ยินยอม พร้อมผลทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และมาตรา 411 ที่ทำให้ข้อตกลงเป็นโมฆะและเงินที่จ่ายไปเรียกคืนไม่ได้
นักลงทุนที่เข้าใจเรื่องนี้จะเลือกเส้นทางได้ตรงกับธุรกิจของตัวเองตั้งแต่วันแรก จะรู้ว่าต้องเตรียมทุนเท่าไร ต้องคุยกับหน่วยงานใด และจะไม่เสียเวลาไปกับโครงสร้างที่ต้องรื้อทีหลัง สุดท้ายผมขอฝากประโยคหนึ่งไว้ครับ การตั้งบริษัทในไทยของชาวต่างชาติไม่ได้ตัดสินกันที่ว่า “ถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์” แต่ตัดสินกันที่ว่า “ใครเป็นเจ้าของจริง” เพราะเปอร์เซ็นต์แก้ได้ด้วยการวางโครงสร้าง แต่ความเป็นเจ้าของที่ไม่จริง แก้ไม่ได้ด้วยเอกสารใด ๆ
สิ่งที่ควรทำต่อไป
- เขียนรายการกิจกรรมที่จะทำจริงออกมาก่อน แล้วนำไปเทียบกับบัญชีหนึ่ง บัญชีสอง และบัญชีสามท้ายพระราชบัญญัติ ทีละรายการ ไม่ใช่เทียบเป็นภาพรวม
- ตรวจว่ากิจกรรมของคุณเข้าข้อยกเว้นในบัญชีสามข้อใดหรือไม่ เช่นเกณฑ์ทุนของการค้าปลีกค้าส่ง หรือข้อยกเว้นเรื่องนายหน้าตัวแทนภายในเครือเดียวกัน เพราะการออกแบบให้เข้าข้อยกเว้นตั้งแต่ต้นง่ายกว่าการขออนุญาตทีหลัง
- ถ้าจะใช้โครงสร้างที่มีผู้ถือหุ้นไทยข้างมาก ให้ยืนยันให้ชัดว่าฝ่ายไทยลงทุนด้วยเงินของตัวเอง มีสิทธิออกเสียงของตัวเอง และรับความเสี่ยงของตัวเอง และเก็บหลักฐานการชำระค่าหุ้นไว้
- ตรวจว่าเข้าข่ายได้รับการส่งเสริมการลงทุนหรือใช้สิทธิตามสนธิสัญญาได้หรือไม่ ก่อนตัดสินใจยื่นขอใบอนุญาต เพราะสองเส้นทางนั้นอาจใช้เวลาน้อยกว่าและให้ความยืดหยุ่นด้านการถือหุ้นมากกว่า
- ตรวจกฎกระทรวงที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จะยื่นเรื่อง ทั้งเรื่องทุนขั้นต่ำและรายการธุรกิจบริการที่ได้รับยกเว้น เพราะรายการเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้
- ถ้ามีโครงสร้างที่ตั้งไว้แล้วและไม่แน่ใจว่าอยู่ในกรอบหรือไม่ ให้รวบรวมเอกสารการถือหุ้นและเส้นทางการเงินให้ครบก่อนขอความเห็น เพราะการประเมินโดยไม่เห็นเอกสารจริงมักคลาดเคลื่อน
หากคุณกำลังประสบปัญหาเรื่องนี้
ถ้าคุณกำลังเจอเรื่องแบบนี้อยู่ หรือไม่แน่ใจว่าหลักฐานที่มีในมือเพียงพอหรือไม่ สอบถามเข้ามาได้ครับ เราจะช่วยดูว่าเอกสารและข้อความที่คุณเก็บไว้บอกอะไรได้บ้างในทางกฎหมาย และมีทางเลือกอะไรอยู่ข้างหน้า
หลักฐานที่ควรเตรียมไว้ก่อนปรึกษา
- รายละเอียดกิจกรรมที่จะทำจริงทั้งหมด แยกเป็นรายการ เช่นขายสินค้าอะไร ให้บริการอะไร มีการติดตั้งหรือบำรุงรักษาหรือไม่ เพราะแต่ละกิจกรรมอาจอยู่ต่างบัญชีกัน
- ผังโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ตั้งใจจะใช้ รวมถึงบริษัทแม่และผู้ถือหุ้นในต่างประเทศทุกชั้น เพราะนิยามใน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 4 (4) มองทะลุการถือหุ้นเป็นชั้น ๆ
- แหล่งเงินทุนและแผนการนำเงินเข้าประเทศ พร้อมเอกสารธนาคารที่เกี่ยวข้อง เพราะทุนขั้นต่ำตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 14 อาจมีกำหนดเวลานำเงินเข้าตามกฎกระทรวง
- ร่างสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น หนังสือมอบอำนาจ หรือข้อตกลงเรื่องการออกเสียงทุกฉบับที่มีอยู่หรือคิดจะทำ เพื่อตรวจว่าสอดคล้องกับความเป็นเจ้าของที่จะแสดงต่อทางการหรือไม่
- ข้อมูลสัญชาติของผู้ลงทุนและนิติบุคคลผู้ลงทุน เพื่อตรวจว่าเข้าเกณฑ์ใช้สิทธิตามสนธิสัญญาตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรคสองได้หรือไม่
- ข้อมูลด้านการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และแผนการวิจัยพัฒนา ถ้ามี เพราะเป็นปัจจัยที่ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 5 ให้น้ำหนักในการพิจารณาอนุญาต
- บัตรส่งเสริมการลงทุนหรือหนังสืออนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรม ถ้ามีอยู่แล้ว เพราะเป็นฐานของการขอหนังสือรับรองตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 12
ปรึกษาเบื้องต้นไม่มีข้อผูกมัด และทุกเรื่องที่ปรึกษาเป็นความลับตามจรรยาบรรณวิชาชีพ โทร 065-145-5546 หรือติดต่อผ่านช่องทางใดก็ได้ที่สะดวก
บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป มิใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี ข้อเท็จจริงที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยอาจเปลี่ยนผลทางกฎหมายทั้งหมด และตัวบทอาจมีการแก้ไข โปรดปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการใด ๆ