065-145-5546 info@dapresolution.com จันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 น.
หน้าแรก เกี่ยวกับเรา บริการของเรา คดีความและการระงับข้อพิพาทติดตามทวงถามหนี้กฎหมายธุรกิจและองค์กรวีซ่าและใบอนุญาตทำงานทรัพย์สินทางปัญญาภาษีและบัญชีแปลเอกสารและโนตารีงานอสังหาริมทรัพย์และที่ดิน ทีมงาน บทความ คำถามที่พบบ่อย ติดต่อเรา ปรึกษาเบื้องต้น
คดีแพ่ง กรกฎาคม 2569

ทวงหนี้ไม่ได้ ฟ้องอย่างไรให้ได้เงินคืน : อายุความ ดอกเบี้ยผิดนัด และการสืบทรัพย์

หนี้แบบไหนฟ้องได้ อายุความที่คนพลาดบ่อยที่สุด ดอกเบี้ยผิดนัดอัตราใหม่ ไปจนถึงขั้นบังคับคดีและสืบทรัพย์ ซึ่งเป็นขั้นที่ตัดสินว่าจะได้เงินคืนจริงหรือไม่

ทุกคนรู้ไหมครับว่า คดีหนี้ที่เจ้าหนี้เสียหายหนักที่สุด มักไม่ใช่คดีที่หลักฐานอ่อน แต่เป็นคดีที่เอกสารครบ ชนะคดี ได้คำพิพากษามาถือไว้ในมือ แล้วจึงพบว่าลูกหนี้ “ไม่มีทรัพย์สินอะไรให้ยึดได้เลย” อีกกลุ่มที่เจ็บไม่แพ้กันคือคนที่หนี้มีอยู่จริงทุกบาท แต่ปล่อยเวลาไปนานเกินกว่าที่กฎหมายให้ไว้ พอยื่นฟ้อง ลูกหนี้ยกอายุความขึ้นสู้เพียงประโยคเดียว คดีก็จบตรงนั้น

คนที่เข้าใจกลไกนี้ล่วงหน้าได้เปรียบมาก เพราะรู้ว่าเอกสารชิ้นไหนต้องเก็บ รู้ว่านาฬิกาของหนี้ประเภทของตนเดินเร็วแค่ไหน และรู้ว่าการที่ลูกหนี้โอนเงินมาเพียงหลักร้อยบาทอาจเปลี่ยนวันหมดอายุความไปทั้งหมด ส่วนคนที่ไม่รู้มักเสียสิทธิด้วยเหตุเล็ก ๆ เช่น เก็บเฉพาะสัญญาแต่ไม่เก็บสลิปโอนเงิน

ในบทความนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่า หนี้แบบไหนที่กฎหมายยอมให้บังคับได้ หนังสือทวงถามมีผลอย่างไรจริง ๆ ดอกเบี้ยผิดนัดคิดกันในอัตราเท่าไรหลังการแก้กฎหมายเมื่อปี 2564 อายุความของหนี้แต่ละประเภทต่างกันอย่างไร การรับสภาพหนี้ทำให้อายุความเริ่มนับใหม่ในลักษณะใด และที่สำคัญที่สุดคือขั้นบังคับคดีและการสืบทรัพย์ ซึ่งชี้ขาดว่าคำพิพากษาในมือจะกลายเป็นเงินหรือกลายเป็นกระดาษครับ

หนี้ที่ฟ้องได้ต้องมีสองอย่าง (มูลหนี้กับหลักฐาน)

เวลามีคนมาเล่าให้ผมฟังว่า “เขายืมเงินผมไปแล้วไม่คืน” สิ่งแรกที่ต้องแยกให้ออกคือ หนี้นั้นเกิดจากอะไร กับมีอะไรยืนยันได้ กฎหมายไม่ได้ถามว่าคุณเดือดร้อนแค่ไหน แต่ถามว่ามี “มูลหนี้” ที่กฎหมายรับรองหรือไม่ เช่น สัญญากู้ยืมเงิน การซื้อขายที่ส่งของแล้วยังไม่ได้รับเงิน การรับจ้างที่ทำงานเสร็จแล้ว หรือค่าเช่าที่ค้างอยู่

มูลหนี้แต่ละประเภทมีผลตามมาไม่เหมือนกัน ทั้งหลักฐานที่กฎหมายบังคับให้ต้องมี ทั้งอายุความ และทั้งอัตราดอกเบี้ยที่เรียกได้ การเรียกชื่อหนี้ให้ถูกตั้งแต่ต้นจึงกำหนดว่าคุณเหลือเวลาอีกกี่ปีและจะได้เงินเพิ่มเท่าไรครับ

หลักฐานการกู้ยืม (ต้องหน้าตาแบบไหนจึงใช้ได้)

สำหรับหนี้เงินกู้ระหว่างบุคคล กฎหมายวางเงื่อนไขไว้ตรง ๆ ว่าถ้าเกินสองพันบาทแล้วไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืม จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653

การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว

คนมักเข้าใจผิดว่า “หลักฐานเป็นหนังสือ” ต้องเป็นสัญญาที่พิมพ์สวยงามเท่านั้น ในทางปฏิบัติไม่ใช่ครับ ข้อความที่ผู้ยืมเขียนหรือส่งเองซึ่งระบุว่ายืมเงินไปเท่าไรและจะคืนเมื่อไร ก็อยู่ในความหมายนี้ได้ ที่ต้องระวังคือวรรคสอง ซึ่งทำให้ฝ่ายผู้ยืมต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือมาแสดงด้วยหากจะอ้างว่าใช้เงินคืนแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงควรเก็บหลักฐานการรับและการคืนเงินไว้ให้ครบ

หนี้ถึงกำหนดชำระแล้วหรือยัง (จุดเริ่มนับของทุกอย่าง)

หลายเรื่องในบทความนี้นับจากวันเดียวกัน คือวันที่หนี้ถึงกำหนดชำระและลูกหนี้ไม่ชำระ วันนั้นเป็นทั้งจุดที่อายุความเริ่มเดินและจุดที่ดอกเบี้ยผิดนัดเริ่มคิดได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204

ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว

ถ้าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำหนดไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการชำระหนี้ ซึ่งได้กำหนดเวลาลงไว้อาจคำนวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว

ถ้าสัญญากำหนดวันชำระไว้ตามวันแห่งปฏิทินอยู่แล้ว เลยวันนั้นไปลูกหนี้ก็ผิดนัดทันที แต่ปัญหาเกิดกับหนี้ที่ไม่ได้กำหนดวันชำระไว้ ซึ่งพบมากในการให้ยืมกันระหว่างคนรู้จัก กรณีนี้ต้องมีการ “เตือน” ก่อน ลูกหนี้จึงจะผิดนัด และนี่คือเหตุผลแรกที่หนังสือทวงถามมีความหมายในทางกฎหมาย ไม่ใช่เพียงเพื่อกดดันครับ

หนังสือทวงถาม (ทำไปเพื่ออะไรจริง ๆ)

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าหนังสือทวงถามคือการขู่ให้ลูกหนี้กลัว แต่ในทางกฎหมายมันทำหน้าที่ที่วัดผลได้สามอย่าง คือทำให้ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดในหนี้ที่ไม่ได้กำหนดวันชำระ กำหนดวันเริ่มคิดดอกเบี้ยผิดนัดให้ชัดเจน และสร้างเอกสารที่แสดงว่าคุณเคยเรียกให้ชำระแล้วในวันใด

สิ่งที่หนังสือทวงถามทำ “ไม่ได้” ก็ควรรู้ไว้ มันไม่ได้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง การส่งจดหมายไปทวงปีละครั้งติดต่อกันหลายปีไม่ได้ต่ออายุความให้ยาวขึ้นเลย เพราะเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงเป็นเรื่องของการที่ลูกหนี้ยอมรับหนี้ หรือการที่เจ้าหนี้ฟ้องคดี ไม่ใช่การทวงถามฝ่ายเดียว ความเข้าใจผิดข้อนี้เป็นเหตุที่หนี้จำนวนมาก “ขาดอายุความระหว่างที่ยังทวงกันอยู่” ครับ

ดอกเบี้ยผิดนัด (ตัวเลขที่เปลี่ยนไปเมื่อเมษายน 2564)

หนี้เงินที่ผิดนัดแล้ว เจ้าหนี้เรียกดอกเบี้ยได้แม้ในสัญญาไม่ได้เขียนเรื่องดอกเบี้ยไว้เลย เพราะกฎหมายให้ไว้เอง จุดที่หลายคนยังใช้ตัวเลขเก่าคืออัตรา เดิมคือร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อปี 2564 ทำให้อัตราเปลี่ยนไป

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7

ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี

อัตราตามวรรคหนึ่งอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยปกติให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปีให้ใกล้เคียงกับอัตราเฉลี่ยระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224

หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น

ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด

การพิสูจน์ค่าเสียหายอย่างอื่นนอกจากนั้น ให้พิสูจน์ได้

อ่านสองมาตรานี้ประกอบกันจะได้ว่า ร้อยละ 3 บวกร้อยละ 2 เท่ากับ “ร้อยละ 5 ต่อปี” ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายในปัจจุบัน ศาลฎีกาวางแนวไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2664/2564 ว่าการแก้ไขนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และไม่กระทบการคิดดอกเบี้ยในช่วงก่อนหน้านั้น ผลคือหนี้เก่าจะถูกคิดดอกเบี้ยแบบ “แบ่งช่วงเวลา” ร้อยละ 7.5 ต่อปีในช่วงก่อนวันดังกล่าว และร้อยละ 5 ต่อปีตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5063/2565 ซึ่งย้ำด้วยว่าหากกระทรวงการคลังปรับอัตราตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 โดยพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด อัตราดอกเบี้ยผิดนัดก็ปรับตามไปด้วยครับ

ถ้าสัญญากำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้เองและอัตรานั้นชอบด้วยกฎหมาย ก็ใช้อัตราตามสัญญา

อายุความ (กำแพงแรกที่ล้มคดีได้ทั้งคดี)

อายุความคือระยะเวลาที่กฎหมายให้เจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้อง ถ้าพ้นกำหนดแล้วลูกหนี้ยกขึ้นต่อสู้ ศาลก็ยกฟ้อง โดยไม่ต้องไปพิจารณาว่าหนี้มีจริงหรือไม่ นี่คือกลไกที่ทำให้เจ้าหนี้ซึ่งมีหลักฐานสมบูรณ์แพ้คดีได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะให้มีกำหนดสิบปี

หนี้กู้ยืมเงินระหว่างบุคคลทั่วไปไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงตกอยู่ในกำหนดสิบปี ซึ่งฟังดูยาวและทำให้หลายคนวางใจ แต่ข้อควรระวังคือ “หนี้ที่หน้าตาเหมือนหนี้กู้ยืม” หลายอย่างไม่ได้ใช้กำหนดสิบปี เช่น ดอกเบี้ยที่ค้างอยู่ หรือเงินที่ตกลงผ่อนคืนเป็นงวด ๆ ซึ่งมีกำหนดสั้นกว่าครับ

หนี้การค้าสองปี (กับดักที่ผู้ประกอบการเจอบ่อยที่สุด)

กับดักที่พบบ่อยที่สุดในหนี้ธุรกิจคือกำหนดสองปีสำหรับสิทธิเรียกร้องของผู้ประกอบการค้า ร้านค้าที่ส่งของแล้วยังไม่ได้เงิน ผู้รับจ้างที่ทำงานเสร็จแล้วยังไม่ได้ค่าจ้าง หรือผู้ให้บริการที่ออกเงินทดรองไปก่อน ล้วนอยู่ในกลุ่มนี้ สองปีผ่านไปเร็วกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อคู่ค้ายังคุยกันดีอยู่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1)

สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี

(1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง

ป.พ.พ. มาตรา 193/34 มีทั้งหมดสิบเจ็ดอนุมาตรา ครอบคลุมอาชีพและกิจการอีกหลายประเภท ที่ยกมาข้างต้นคืออนุมาตราที่เกี่ยวกับหนี้การค้าโดยตรงที่สุด

หัวใจอยู่ที่ข้อความตอนท้ายว่า “เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง” ถ้าลูกหนี้ซื้อของไปใช้ในกิจการของตน ไม่ใช่ซื้อไปบริโภคเอง อายุความจะขยายจากสองปีเป็นห้าปี ศาลฎีกาวางแนวในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3856/2547 ว่าถ้อยคำนี้กว้างกว่าการซื้อมาเพื่อขายต่อ และในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14887/2551 ยังขยายความว่าต้องดูลักษณะการประกอบกิจการของลูกหนี้เป็นกรณี ๆ ไป ผลก็คือหนี้การค้าระหว่างธุรกิจกับธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในกำหนดห้าปี ส่วนหนี้ที่เรียกจากผู้บริโภคซึ่งซื้อไปใช้เองอยู่ในกำหนดสองปีครับ

อายุความห้าปี (ดอกเบี้ยค้าง เงินผ่อนทุนคืน และค่าเช่า)

กำหนดห้าปีเป็นกลุ่มที่คนมองข้ามมากที่สุด เพราะเจ้าหนี้มักคิดว่าถ้าต้นเงินมีอายุความสิบปี ดอกเบี้ยก็ต้องสิบปีตามไปด้วย ซึ่งไม่ใช่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33

สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี

(1) ดอกเบี้ยค้างชำระ

(2) เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ

(3) ค่าเช่าทรัพย์สินค้างชำระ เว้นแต่ค่าเช่าสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 193/34 (6)

(4) เงินค้างจ่าย คือ เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและเงินอื่น ๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา

(5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/34 (1) (2) และ (5) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี

ในทางปฏิบัติหมายความว่า ถ้าปล่อยหนี้เงินกู้ที่มีดอกเบี้ยไว้เจ็ดปีแล้วจึงฟ้อง ต้นเงินยังอยู่ในกำหนดสิบปี แต่ดอกเบี้ยที่ค้างเกินห้าปีย้อนหลังไปจะเรียกไม่ได้ทั้งหมด ยอดที่ได้จริงจึงต่างจากยอดที่คำนวณไว้ในใจอยู่พอสมควรครับ

ตารางเทียบอายุความที่พบบ่อย

ประเภทหนี้อายุความฐานกฎหมาย
กู้ยืมเงินระหว่างบุคคลทั่วไป10 ปีมาตรา 193/30
ค่าสินค้าหรือค่าการงานที่ผู้ประกอบการค้าเรียกจากผู้ซื้อที่ซื้อไปใช้เอง2 ปีมาตรา 193/34 (1)
ค่าสินค้าที่ลูกหนี้ซื้อไปเพื่อกิจการของตนเอง5 ปีมาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย ประกอบมาตรา 193/33 (5)
ดอกเบี้ยค้างชำระ5 ปีมาตรา 193/33 (1)
เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ5 ปีมาตรา 193/33 (2)
ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ค้างชำระ5 ปีมาตรา 193/33 (3)
สิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุด10 ปีมาตรา 193/32
ตารางนี้เป็นภาพรวม หนี้บางประเภทมีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้ต่างออกไป และข้อเท็จจริงที่ต่างกันเล็กน้อยอาจทำให้หนี้ตกไปอยู่ในกลุ่มอื่น

การรับสภาพหนี้ (จ่ายมาบางส่วนแล้วนับหนึ่งใหม่)

หัวข้อนี้ผมอยากให้อ่านช้าที่สุด เพราะเป็นทั้งโอกาสและกับดัก กฎหมายกำหนดว่าถ้าลูกหนี้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่แสดงว่ายอมรับว่าเป็นหนี้ อายุความจะ “สะดุดหยุดลง” แล้วเริ่มนับใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งรวมถึงการชำระหนี้ให้บางส่วน การชำระดอกเบี้ย และการให้ประกัน ไม่ใช่เฉพาะการทำหนังสือรับสภาพหนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14

อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้

(1) ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ ชำระหนี้ให้บางส่วน ชำระดอกเบี้ย ให้ประกัน หรือกระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง

(2) เจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้

(3) เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย

(4) เจ้าหนี้ได้มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา

(5) เจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15

เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ

เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น

ศาลฎีกาใช้หลักนี้อย่างตรงไปตรงมา ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2058/2549 การที่ลูกหนี้ชำระหนี้ให้บางส่วนถือเป็นการรับสภาพหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) ทำให้เริ่มนับสิบปีใหม่ ส่วนในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6504/2550 อายุความสองปีเริ่มนับใหม่จากวันที่ลูกหนี้ชำระบางส่วนครั้งสุดท้าย แต่เจ้าหนี้ยื่นฟ้องเลยไปสองปีนับจากวันนั้น คดีจึงขาดอายุความ

สองคดีนี้อธิบายได้ในประโยคเดียวว่า การจ่ายบางส่วนไม่ได้ทำให้หนี้ “ปลอดภัยตลอดไป” แต่ทำให้นาฬิกา “เริ่มเดินใหม่จากศูนย์” วันที่ลูกหนี้โอนเงินมาครั้งสุดท้าย แม้เป็นเงินเพียงเล็กน้อย จึงเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในแฟ้มเอกสารของเจ้าหนี้ และเป็นเหตุที่ผมบอกทุกคนว่าอย่าลบสลิปโอนเงินทิ้งครับ

จ่ายหลังหนี้ขาดอายุความแล้ว (ไม่ทำให้หนี้ฟื้นคืน)

คำถามที่ตามมาทันทีคือ ถ้าลูกหนี้จ่ายเงินมาหลังหนี้ขาดอายุความไปแล้ว หนี้จะกลับมาฟ้องได้ไหม คำตอบตามกฎหมายคือไม่ เพราะการรับสภาพหนี้ที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงต้องเกิดขึ้นก่อนที่หนี้จะขาดอายุความ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/28

การชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องซึ่งขาดอายุความแล้วนั้นไม่ว่ามากน้อยเพียงใดจะเรียกคืนไม่ได้ แม้ว่าผู้ชำระหนี้จะไม่รู้ว่าสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้วก็ตาม

บทบัญญัติในวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับแก่การที่ลูกหนี้รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือโดยการให้ประกันด้วย แต่จะอ้างความข้อนี้ขึ้นเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันเดิมไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4857/2549 วางหลักไว้ตรงประเด็นว่าการรับสภาพหนี้ต้องกระทำก่อนที่หนี้ขาดอายุความ ในคดีนั้นหนี้ส่วนที่ขาดอายุความไปแล้วไม่ฟื้นขึ้นมาเพราะการชำระบางส่วนภายหลัง แต่หนี้อีกส่วนที่ยังไม่ขาดอายุความในวันชำระได้เริ่มนับใหม่และยังฟ้องได้ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1687/2551 วินิจฉัยว่าการชำระบางส่วนหลังขาดอายุความ มีผลเพียงทำให้เรียกเงินคืนไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/28 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการรับสภาพหนี้ ดังนั้นวันที่ของการชำระเงินแต่ละครั้งเทียบกับวันที่หนี้จะขาดอายุความ เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องรู้ให้แน่ชัด ไม่ใช่เรื่องที่ประมาณเอาได้ครับ

ขั้นตอนในศาล (จากวันฟ้องถึงวันมีคำพิพากษา)

เมื่อเรื่องเข้าสู่ศาล คดีหนี้เดินไปตามลำดับที่คาดเดาได้ เริ่มจากการยื่นคำฟ้องพร้อมเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ ศาลส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลย จำเลยยื่นคำให้การภายในกำหนด แล้วศาลจึงกำหนดประเด็นข้อพิพาทและวันสืบพยาน ระหว่างทางศาลมักนัดไกล่เกลี่ย ซึ่งจำนวนไม่น้อยจบลงด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความ

ถ้าจำเลยไม่ยื่นคำให้การหรือไม่มาศาล คดีอาจดำเนินไปโดยขาดนัดและศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ ซึ่งฟังดูเหมือนได้เปรียบ แต่ในทางปฏิบัติเป็นสัญญาณที่ต้องระวัง เพราะลูกหนี้ที่ไม่มาศาลเลยจำนวนมากคือลูกหนี้ที่ไม่มีทรัพย์สินจะเสียอะไรอยู่แล้ว การประนีประนอมยอมความจึงไม่ใช่การยอมแพ้ ในหลายกรณีมันคือทางที่ทำให้เงินไหลกลับมาเร็วกว่าและแน่กว่าครับ

คำพิพากษามีอายุความของตัวเอง (สิบปีที่นับใหม่)

จุดที่คนเข้าใจผิดกันมากคือคิดว่าเมื่อได้คำพิพากษาแล้วเรื่องอายุความจบไป ความจริงคือคำพิพากษาสร้างสิทธิเรียกร้องใหม่ที่มีอายุความของตัวเอง และสัญญาประนีประนอมยอมความก็เช่นกัน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32

สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุด หรือโดยสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้มีกำหนดอายุความสิบปี ทั้งนี้ ไม่ว่าสิทธิเรียกร้องเดิมจะมีกำหนดอายุความเท่าใด

ข้อความท้ายมาตรานี้มีผลที่น่าสนใจ คือหนี้ที่เดิมมีอายุความเพียงสองปี เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วจะกลายเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีกำหนดสิบปี การนำหนี้อายุความสั้นเข้าสู่ศาลให้ทันเวลาจึงเปลี่ยนสถานะของหนี้นั้นไปอย่างมีนัยสำคัญครับ

สิบปีของการบังคับคดี (เส้นตายที่พลาดแล้วจบ)

นอกจากอายุความของสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษา ยังมีกำหนดเวลาอีกชุดที่แยกกันคนละเรื่อง คือระยะเวลาที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องร้องขอให้บังคับคดี ซึ่งกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งวางไว้ที่สิบปี

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274

ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้ (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับคดีโดยวิธีอื่นตามบทบัญญัติแห่งภาคนี้ภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง และถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องใดไว้ หรือได้ดำเนินการบังคับคดีโดยวิธีอื่นไว้บางส่วนแล้วภายในระยะเวลาดังกล่าว ก็ให้ดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับคดีโดยวิธีอื่นนั้นต่อไปจนแล้วเสร็จได้

ถ้าคำพิพากษาหรือคำสั่งกำหนดให้ชำระหนี้เป็นงวด เป็นรายเดือน หรือเป็นรายปี หรือกำหนดให้ชำระหนี้อย่างใดในอนาคต ให้นับระยะเวลาสิบปีตามวรรคหนึ่งตั้งแต่วันที่หนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นอาจบังคับให้ชำระได้

สิ่งที่ควรจับให้ได้คือ ถ้าได้เริ่มยึดหรืออายัดไว้แล้วภายในสิบปี การบังคับคดีในทรัพย์นั้นเดินต่อไปจนเสร็จได้ แต่ถ้าปล่อยให้พ้นสิบปีไปโดยไม่ได้ร้องขอบังคับคดีอะไรเลย คำพิพากษาที่ได้มาด้วยความยากลำบากก็บังคับไม่ได้อีก วันมีคำพิพากษาจึงไม่ใช่วันจบงาน แต่เป็นวันเริ่มนับเวลาอีกชุดหนึ่งครับ

สืบทรัพย์ (หัวใจที่แท้จริงของการได้เงินคืน)

ถ้าให้เลือกหัวข้อเดียวที่ตัดสินว่าเจ้าหนี้จะได้เงินคืนหรือไม่ ผมเลือกหัวข้อนี้ เพราะการบังคับคดีต้องมี “ทรัพย์” ให้บังคับ ทรัพย์ที่มักถูกบังคับได้ ได้แก่ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เงินในบัญชีธนาคาร เงินเดือนส่วนที่กฎหมายให้อายัดได้ หุ้นในบริษัท และสิทธิเรียกร้องที่ลูกหนี้มีต่อบุคคลภายนอก และเพราะกฎหมายรู้ว่าเจ้าหนี้มักไม่ทราบทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ครบ จึงเปิดช่องให้ขอให้ศาลไต่สวนได้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 277

ในการบังคับคดี ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีเหตุอันสมควรเชื่อได้ว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดีมากกว่าที่ตนทราบ หรือมีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดีแต่ไม่ทราบว่าทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่หรือเก็บรักษาไว้ที่ใด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องเพื่อให้ศาลทำการไต่สวนได้

เมื่อมีคำขอตามวรรคหนึ่ง หรือเมื่อศาลเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แก่การบังคับคดีในคดีมโนสาเร่ ศาลมีอำนาจออกหมายเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่เชื่อว่าอยู่ในฐานะที่จะให้ถ้อยคำอันจะเป็นประโยชน์มาศาลด้วยตนเองเพื่อการไต่สวนเช่นว่านั้นได้ และมีอำนาจสั่งให้บุคคลนั้น ๆ ส่งเอกสาร หรือวัตถุพยานซึ่งอยู่ในความยึดถือหรืออำนาจของผู้นั้นอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ทั้งนี้ ตามกำหนดและเงื่อนไขใด ๆ ที่เห็นสมควร

สิ่งที่ผู้อ่านทำได้เองและมีค่ามากคือการเก็บ “ร่องรอย” ของลูกหนี้ไว้ตั้งแต่ต้น ชื่อและเลขบัญชีธนาคารที่เคยโอนเงินเข้าออก ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ทะเบียนรถ ชื่อบริษัทที่ลูกหนี้เป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้น ที่ตั้งร้านหรือโรงงาน และเอกสารที่ลูกหนี้เคยอ้างถึงทรัพย์สินของตนเอง ข้อมูลเหล่านี้เป็นจุดตั้งต้นที่ดีกว่าการเริ่มจากศูนย์อย่างมากครับ

ทรัพย์ที่ยึดและอายัดไม่ได้ (ความจริงที่ควรรู้ก่อน)

กฎหมายไม่ได้ยอมให้ยึดทุกอย่าง เพราะยังต้องเหลือให้ลูกหนี้ดำรงชีวิตและประกอบอาชีพต่อไปได้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 301 กันเครื่องนุ่งห่มหลับนอน เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้สอยส่วนตัว และเครื่องมือประกอบอาชีพเท่าที่จำเป็นในการเลี้ยงชีพ ภายในวงเงินที่กำหนด ออกจากความรับผิดแห่งการบังคับคดี ส่วนที่กระทบการเรียกเก็บหนี้มากที่สุดคือเรื่องเงิน ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 302 แยกไว้ชัด

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302

ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

(2) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ เบี้ยหวัด หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างในหน่วยราชการ และเงินสงเคราะห์ บำนาญ หรือบำเหน็จที่หน่วยราชการได้จ่ายให้แก่คู่สมรสหรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น

(3) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์ หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของพนักงาน ลูกจ้าง หรือคนงาน นอกจากที่กล่าวไว้ใน (2) ที่นายจ้างหรือบุคคลอื่นใดได้จ่ายให้แก่บุคคลเหล่านั้น หรือคู่สมรส หรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น เป็นจำนวนรวมกันไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร

(4) บำเหน็จหรือค่าชดเชยหรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของบุคคลตาม (3) เป็นจำนวนไม่เกินสามแสนบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร

ป.วิ.พ. มาตรา 302 ยังมีอนุมาตรา (1) เรื่องเบี้ยเลี้ยงชีพ และ (5) เรื่องเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ รวมทั้งวรรคท้ายที่ให้ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้กำหนดจำนวนเงินใหม่ได้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบการกำหนดของเจ้าพนักงานบังคับคดี

อ่านมาตรานี้แล้วจะเห็นชัดว่าทำไมหนี้ที่ลูกหนี้เป็นข้าราชการหรือเป็นลูกจ้างเงินเดือนไม่สูง จึงบังคับคดีได้ยากกว่าที่คาด และทำไมการรู้ว่าลูกหนี้ทำงานที่ไหนอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้ด้วยว่ารายได้อยู่ในลักษณะใดครับ

เมื่อสืบแล้วไม่พบทรัพย์ (ทางที่ยังเหลืออยู่)

ความจริงที่ต้องพูดตรง ๆ คือ มีคดีที่ชนะแล้วแต่บังคับคดีไม่ได้เพราะลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินในชื่อของตนเลย ในสถานการณ์นี้สิ่งที่ยังทำได้คือรักษาสิทธิไว้ให้อยู่ในกรอบสิบปีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 แล้วเฝ้าดูว่าฐานะของลูกหนี้เปลี่ยนไปหรือไม่ เพราะลูกหนี้ที่วันนี้ไม่มีอะไร อีกสามปีอาจได้รับมรดก อาจกลับมามีรายได้ประจำ หรืออาจซื้อทรัพย์สินใหม่

อีกด้านที่มักถูกลืมคือกรณีที่ลูกหนี้โอนทรัพย์สินออกไปให้คนใกล้ชิดหลังจากรู้ว่าจะถูกเรียกหนี้ กฎหมายมีกลไกเรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉลเจ้าหนี้อยู่ แต่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงเรื่องเวลาและราคาที่โอนอย่างละเอียด ถ้าเคยเห็นประกาศขายหรือการโอนที่ดูผิดปกติ ควรบันทึกวันที่และเก็บภาพหน้าจอไว้ และในกรณีที่หนี้จำนวนสูงและมีเจ้าหนี้หลายราย กระบวนการล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการเป็นอีกช่องทางที่กฎหมายจัดไว้ ซึ่งมีเงื่อนไขและผลต่างจากการบังคับคดีตามคำพิพากษาโดยสิ้นเชิงครับ

คำถามที่พบบ่อย

โอนเงินให้ยืมทางแอปธนาคารโดยไม่มีสัญญา ยังฟ้องได้ไหม

สลิปโอนเงินเพียงอย่างเดียวพิสูจน์ได้ว่ามีการโอนเงิน แต่ไม่ได้พิสูจน์ในตัวเองว่าโอนไปเพราะเหตุใด ซึ่งอาจเป็นการให้ยืม การชำระค่าสินค้า หรือการให้เปล่าก็ได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 ต้องการหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมสำหรับเงินกู้เกินสองพันบาท ในทางปฏิบัติสิ่งที่ช่วยได้มากคือข้อความที่ผู้ยืมเขียนเองซึ่งพูดถึงการยืมและการจะคืน เมื่ออ่านประกอบกับสลิปโอนเงิน ถ้ามีข้อความลักษณะนี้อยู่ ควรเก็บไว้ทั้งห้องสนทนาโดยไม่ลบและไม่ตัดตอน

ลูกหนี้จ่ายมา 500 บาทเมื่อปีที่แล้ว มีผลต่ออายุความอย่างไร

ถ้าในวันที่จ่ายนั้นหนี้ยังไม่ขาดอายุความ การชำระหนี้บางส่วนถือเป็นการรับสภาพหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับใหม่ทั้งหมดตั้งแต่วันนั้นตามมาตรา 193/15 โดยไม่คำนึงว่าจำนวนเงินจะน้อยเพียงใด ดังปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6504/2550 แต่ถ้าหนี้ขาดอายุความไปก่อนแล้ว การจ่ายทีหลังมีผลเพียงว่าเรียกเงินคืนไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/28 ไม่ทำให้หนี้ฟื้นขึ้นมา ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1687/2551

ในสัญญาไม่ได้เขียนเรื่องดอกเบี้ยไว้ จะเรียกดอกเบี้ยได้หรือไม่ อัตราเท่าไร

หนี้เงินที่ผิดนัดแล้วเรียกดอกเบี้ยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 แม้สัญญาไม่ได้กำหนดไว้ โดยคิดในอัตราตามมาตรา 7 ซึ่งปัจจุบันคือร้อยละสามต่อปี บวกเพิ่มร้อยละสองต่อปี รวมเป็นร้อยละห้าต่อปี อัตรานี้มาจากการแก้ไขกฎหมายที่มีผลตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 หนี้ที่ผิดนัดคาบเกี่ยววันดังกล่าวจะถูกคิดดอกเบี้ยแบ่งเป็นสองช่วง คือร้อยละ 7.5 ต่อปีในช่วงก่อน และร้อยละ 5 ต่อปีตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5063/2565

ชนะคดีแล้วแต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สิน คำพิพากษาจะหมดอายุเมื่อไร

มีกำหนดเวลาสองชั้นที่ต้องดูแยกกัน ชั้นแรกคือสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดมีอายุความสิบปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 ไม่ว่าหนี้เดิมจะมีอายุความเท่าใด ชั้นที่สองคือระยะเวลาร้องขอให้บังคับคดี ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 กำหนดไว้สิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง และถ้าได้เริ่มยึดทรัพย์หรืออายัดสิทธิเรียกร้องไว้แล้วภายในกำหนดนั้น การบังคับคดีในทรัพย์นั้นดำเนินต่อไปจนเสร็จได้ ส่วนการหาทรัพย์ที่ยังไม่ทราบ ป.วิ.พ. มาตรา 277 เปิดช่องให้ขอให้ศาลไต่สวนเรื่องทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้

สรุป

จากที่เล่ามาทั้งหมด การเรียกหนี้คืนไม่ใช่เรื่องเดียว แต่เป็นสายโซ่หลายห่วง เริ่มจากการมีมูลหนี้และหลักฐานที่กฎหมายยอมรับ ผ่านการทำให้ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดเพื่อให้ดอกเบี้ยเดินในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 ประกอบมาตรา 7 ผ่านการนับอายุความให้ถูกว่าหนี้ของตนอยู่ในกลุ่มสิบปี ห้าปี หรือสองปี ผ่านการเข้าใจว่าการชำระบางส่วนทำให้อายุความเริ่มนับใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 และ 193/15 แต่ไม่ช่วยอะไรหากทำหลังหนี้ขาดอายุความ ไปจนถึงชั้นบังคับคดีที่มีกรอบสิบปีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 การไต่สวนหาทรัพย์ตามมาตรา 277 และข้อจำกัดตามมาตรา 301 และ 302

คนที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้จะจัดการหนี้ของตัวเองได้ต่างไปตั้งแต่วันแรก เพราะจะเก็บหลักฐานให้ครบก่อนจะมีเรื่อง จะรู้ว่าวันที่ลูกหนี้โอนเงินมาครั้งสุดท้ายคือวันสำคัญที่ต้องจดไว้ และจะไม่ปล่อยเวลาไปเรื่อย ๆ ด้วยความเข้าใจผิดว่าหนี้อยู่ได้ตลอดไป สุดท้ายแล้วการได้เงินคืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า “ชนะคดีหรือไม่ชนะคดี” แต่ขึ้นอยู่กับว่า “ยังทันเวลาและยังมีทรัพย์ให้บังคับหรือไม่” ครับ

สิ่งที่ควรทำต่อไป

  1. ไล่ลำดับวันที่ให้ครบก่อนอื่น คือวันที่หนี้เกิด วันที่ถึงกำหนดชำระ และวันที่ลูกหนี้จ่ายเงินมาครั้งล่าสุด
  2. ระบุให้ได้ว่าหนี้ของตนเป็นหนี้ประเภทใด เพราะกำหนดอายุความสิบปี ห้าปี และสองปี ใช้กับหนี้ต่างประเภทกัน
  3. รวบรวมหลักฐานตามรายการข้างต้นไว้ที่เดียวกัน โดยเก็บไฟล์ต้นฉบับด้วย ไม่ใช่เก็บเฉพาะภาพถ่ายหน้าจอ
  4. จดบันทึกร่องรอยทรัพย์สินของลูกหนี้ที่พบเห็นตามปกติไว้ตามวันเวลา เช่น ที่ตั้งกิจการหรือรถที่ใช้อยู่
  5. ถ้าลูกหนี้เสนอจะผ่อนชำระ ให้ทำข้อตกลงเป็นหนังสือและระบุจำนวนเงินกับวันชำระให้ชัดเจนทุกงวด
  6. ตรวจสอบให้ชัดว่าอายุความของหนี้ประเภทนั้นเหลืออยู่เท่าไร หากไม่แน่ใจว่าวันเริ่มนับคือวันใด ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่นอนก่อน

หากคุณกำลังประสบปัญหาเรื่องนี้

ถ้าคุณกำลังเจอเรื่องแบบนี้อยู่ หรือไม่แน่ใจว่าหลักฐานที่มีในมือเพียงพอหรือไม่ สอบถามเข้ามาได้ครับ เราจะช่วยดูว่าเอกสารและข้อความที่คุณเก็บไว้บอกอะไรได้บ้างในทางกฎหมาย และมีทางเลือกอะไรอยู่ข้างหน้า

หลักฐานที่ควรเตรียมไว้ก่อนปรึกษา

  1. สัญญาหรือข้อความที่ลูกหนี้เขียนหรือส่งเอง ซึ่งระบุจำนวนเงินและกำหนดชำระ เก็บทั้งห้องสนทนา อย่าลบและอย่าตัดเฉพาะบางช่วง
  2. สลิปโอนเงินและรายการเดินบัญชีทุกครั้ง ทั้งตอนให้เงินไปและตอนที่ลูกหนี้จ่ายคืนมาบางส่วน พร้อมวันที่ที่อ่านได้ชัด
  3. บันทึกวันที่ลูกหนี้ชำระเงินมาครั้งสุดท้าย และวันที่หนี้ถึงกำหนดชำระตามที่ตกลงกันไว้
  4. หนังสือทวงถามที่เคยส่ง พร้อมหลักฐานการส่งและใบตอบรับ หรือหลักฐานว่าอีกฝ่ายได้รับข้อความแล้ว
  5. เอกสารการค้าที่แสดงว่าลูกหนี้รับของหรือรับงานไปแล้ว เช่น ใบส่งของที่มีลายมือชื่อผู้รับ ใบวางบิล และใบเสร็จรับเงิน
  6. ข้อมูลที่ช่วยระบุตัวและร่องรอยทรัพย์สินของลูกหนี้ เช่น ชื่อนามสกุล ที่อยู่ที่ติดต่อได้ ธนาคารที่เคยโอนเงินเข้าออก และชื่อกิจการที่ลูกหนี้เกี่ยวข้อง
  7. เอกสารที่ลูกหนี้เคยอ้างถึงทรัพย์สินของตนเอง เช่น ข้อความที่บอกว่าจะขายที่ดินมาคืนหนี้ หรือเอกสารที่ยื่นประกอบการขอผ่อนชำระ

ปรึกษาเบื้องต้นไม่มีข้อผูกมัด และทุกเรื่องที่ปรึกษาเป็นความลับตามจรรยาบรรณวิชาชีพ โทร 065-145-5546 หรือติดต่อผ่านช่องทางใดก็ได้ที่สะดวก

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป มิใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี ข้อเท็จจริงที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยอาจเปลี่ยนผลทางกฎหมายทั้งหมด และตัวบทอาจมีการแก้ไข โปรดปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการใด ๆ

มีปัญหากฎหมายที่ต้องการคำตอบ?

ปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีข้อผูกมัด ทุกเรื่องที่ปรึกษาเป็นความลับ

ปรึกษาทาง LINE