065-145-5546 info@dapresolution.com จันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 น.
หน้าแรก เกี่ยวกับเรา บริการของเรา คดีความและการระงับข้อพิพาทติดตามทวงถามหนี้กฎหมายธุรกิจและองค์กรวีซ่าและใบอนุญาตทำงานทรัพย์สินทางปัญญาภาษีและบัญชีแปลเอกสารและโนตารีงานอสังหาริมทรัพย์และที่ดิน ทีมงาน บทความ คำถามที่พบบ่อย ติดต่อเรา ปรึกษาเบื้องต้น
คดีแรงงาน กรกฎาคม 2569

ถูกเลิกจ้างเพราะปรับโครงสร้าง : ได้ค่าชดเชยแล้ว ยังเรียกค่าเสียหายได้อีกไหม

ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เป็นเงินสามก้อนที่ตั้งอยู่บนกฎหมายคนละฉบับ การได้รับสองก้อนแรกไปแล้วจึงไม่ได้ตอบคำถามเรื่องก้อนที่สาม แนวคำพิพากษาศาลฎีกาชี้ว่าการปรับโครงสร้างเป็นเหตุอันสมควรได้จริง แต่ต้องเป็นการปรับโครงสร้างที่เกิดขึ้นจริงและมีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก

ทุกคนรู้ไหมครับว่า ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างเพราะบริษัทบอกว่าปรับโครงสร้าง แล้วได้รับค่าชดเชยกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าครบถ้วน จำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าเรื่องจบแล้ว เพราะได้เงินมาแล้วและบริษัทก็มีเหตุผล แต่ในทางกฎหมายเงินที่ได้มานั้นตอบคำถามไปแค่สองข้อ ยังมีข้อที่สามที่ยังไม่ได้ตอบเลย

คนที่แยกเงินสามก้อนนี้ออกจากกันได้จะรู้ว่าอะไรเป็นสิทธิที่ต้องได้อยู่แล้วโดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าใครผิด และอะไรเป็นสิทธิที่ต้องพิสูจน์เพิ่ม ส่วนคนที่แยกไม่ออกมักเซ็นเอกสารปิดเรื่องไปด้วยความเข้าใจว่าเมื่อบริษัทมีเหตุผลแล้วก็ไม่มีอะไรเรียกได้อีก ทั้งที่ข้อเท็จจริงบางอย่างในเรื่องของตัวเองอาจทำให้ผลต่างไปจากนั้น

ในบทความนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่าเงินสามก้อนนี้อยู่ในกฎหมายฉบับใดและต่างกันอย่างไร ศาลฎีกาใช้อะไรวัดว่าการปรับโครงสร้างเป็นเหตุอันสมควรหรือเป็นเพียงข้ออ้าง โดยเทียบคดีที่นายจ้างชนะกับคดีที่ข้ออ้างไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เพื่อให้เห็นทั้งสองด้าน พร้อมกับดักเรื่องใบรับเงินที่ปิดสิทธิได้จริงครับ

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้

สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนอย่างอื่นคือ คำถามว่า “นายจ้างมีเหตุผลพอที่จะเลิกจ้างหรือไม่” กับคำถามว่า “ลูกจ้างมีสิทธิได้เงินอะไร” เป็นคำถามที่กฎหมายแยกกันตอบ และตอบด้วยกฎหมายต่างฉบับกัน คำตอบของสองคำถามนี้จึงไม่จำเป็นต้องไปทางเดียวกัน

ค่าชดเชยกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นสิทธิที่เกิดจากการเลิกจ้างเอง ไม่ต้องพิสูจน์ว่านายจ้างทำผิดหรือไม่เป็นธรรม ส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ว่าเหตุแห่งการเลิกจ้างนั้นมีจริงหรือไม่ และสมควรถึงขนาดต้องเลิกจ้างหรือไม่ ขาดข้อใดข้อหนึ่งไปก็ยังไม่ถึงมาตรฐานที่ศาลจะให้ค่าเสียหาย

จุดที่คนพลาดกันมากที่สุดคือคิดว่าการที่นายจ้างจ่ายค่าชดเชยเป็นการยอมรับว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และการที่นายจ้างมีเหตุผลทางธุรกิจเป็นการปิดสิทธิทุกอย่าง ทั้งสองความคิดไม่ถูกครับ

เงินก้อนที่หนึ่ง ค่าชดเชย

ค่าชดเชยเป็นสิทธิตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 ซึ่งผูกกับอายุงานเป็นขั้นบันได และผูกกับข้อเดียวคือมีการเลิกจ้างหรือไม่ ไม่ได้ผูกกับความถูกผิดของใคร

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง

การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป

คำว่า “เหตุอื่นใด” กว้างพอที่จะคลุมการปรับโครงสร้าง การยุบหน่วยงาน และการลดจำนวนพนักงานอยู่แล้ว การปรับโครงสร้างจึงไม่เคยเป็นเหตุที่ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เหตุที่ตัดสิทธิค่าชดเชยมีอยู่หกข้อใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 และเป็นเรื่องความผิดของลูกจ้างทั้งหกข้อ ไม่มีข้อใดพูดถึงฐานะทางธุรกิจของนายจ้างเลย

เงินก้อนที่สอง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

ก้อนนี้มาจากหลักที่ว่าสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดเวลาต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนเลิก ถ้านายจ้างจะให้ออกทันทีก็ทำได้ แต่ต้องจ่ายเงินแทนช่วงเวลาที่ควรได้ทำงาน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582

ถ้าคู่สัญญาไม่ได้กำหนดลงไว้ในสัญญาว่าจะจ้างกันนานเท่าไร ท่านว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็อาจทำได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสามเดือน

อนึ่ง ในเมื่อบอกกล่าวดังว่านี้ นายจ้างจะจ่ายสินจ้างแก่ลูกจ้างเสียให้ครบจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวนั้นทีเดียว แล้วปล่อยลูกจ้างจากงานเสียในทันทีก็อาจทำได้

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17/1

ในกรณีที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้างทราบตามมาตรา 17 วรรคสอง ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเท่ากับค่าจ้างที่ลูกจ้างควรจะได้รับนับแต่วันที่ให้ลูกจ้างออกจากงานจนถึงวันที่การเลิกสัญญาจ้างมีผลตามมาตรา 17 วรรคสอง โดยให้จ่ายในวันที่ให้ลูกจ้างออกจากงาน

ก้อนนี้ก็เช่นเดียวกับค่าชดเชย คือไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าการเลิกจ้างเป็นธรรมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ามีการบอกกล่าวล่วงหน้าครบหรือไม่เท่านั้น

เงินก้อนที่สาม ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ก้อนที่สามไม่อยู่ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เลย แต่อยู่ในกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง คือ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ทุกอย่างในบทความนี้เข้าที่

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49

การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทนโดยให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ประกอบการพิจารณา

ข้อสังเกตที่สำคัญคือ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 49 เขียนให้ศาลคำนึงถึง “เงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ” ประกอบการพิจารณาด้วย แสดงว่ากฎหมายมองเห็นเองว่าลูกจ้างได้ค่าชดเชยไปแล้ว และยังเขียนต่อไปว่าให้พิจารณาค่าเสียหายอีก ถ้าการได้ค่าชดเชยปิดสิทธิก้อนนี้ ก็ไม่มีเหตุที่จะเขียนบรรทัดนี้ไว้ตั้งแต่ต้น

ได้สองก้อนแรกแล้วยังไม่ตอบก้อนที่สาม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2347/2543 แสดงเรื่องนี้จากอีกด้านหนึ่งอย่างชัดเจน นายจ้างเลิกจ้างเพราะขาดสภาพคล่องทางการเงินและไม่มีผู้ร่วมลงทุนใหม่ ศาลเห็นว่าเป็นเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แต่วินิจฉัยต่อว่าเหตุนั้นไม่ใช่เหตุตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 จึงไม่ทำให้พ้นหน้าที่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

คดีนั้นจึงเป็นคดีที่ลูกจ้างได้เงินสองก้อนแรกแต่ไม่ได้ก้อนที่สาม ซึ่งพิสูจน์ว่าสามก้อนนี้เดินแยกกันจริง ไม่ได้ผูกกันเป็นชุด

คำว่าไม่เป็นธรรม วัดจากอะไร

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ไม่ได้นิยามคำว่าไม่เป็นธรรมไว้ แนวคำพิพากษาจึงเป็นตัวเติมความ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3738/2536 อธิบายว่าหมายถึงการที่นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่มีสาเหตุ หรือแม้จะมีสาเหตุบ้างแต่ก็ไม่ใช่สาเหตุที่จำเป็นหรือสมควรจะต้องถึงกับเลิกจ้าง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4099/2561 กล่าวหลักเดียวกันในถ้อยคำที่ใช้ได้ทันที คือการที่นายจ้างเลิกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ต้องพิจารณาถึงสาเหตุของการเลิกจ้างเป็นสำคัญ กล่าวคือนายจ้างมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควรถึงกับต้องเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่

สังเกตว่าคำถามไม่ใช่ “บริษัทลำบากจริงหรือไม่” เท่านั้น แต่เป็น “ลำบากถึงขนาดต้องเลิกจ้างคนนี้หรือไม่” สองคำถามนี้ต่างกัน และคดีจำนวนมากแพ้ชนะกันที่คำถามหลัง

ปรับโครงสร้างเป็นเหตุอันสมควรได้จริง

ต้องพูดตรง ๆ ครับว่าแนวคำพิพากษายอมรับการปรับโครงสร้างเป็นเหตุอันสมควรอยู่หลายคดี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2124/2555 เป็นตัวอย่างที่ชัด นายจ้างปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานทั้งหมด ลดอัตรากำลัง ยุบและลดขนาดหน่วยงาน ปรับจากระดับแผนกหรือฝ่ายลงเหลือระดับงาน ฝ่ายจัดซื้อที่ลูกจ้างเป็นผู้จัดการฝ่ายถูกลดลงเป็นงานจัดซื้อ ไม่มีตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายจัดซื้ออีกต่อไป

จุดที่ศาลย้ำในคดีนั้นคือการดำเนินการทั้งหมดไม่ได้เลือกปฏิบัติเลิกจ้างเฉพาะลูกจ้างรายนั้นรายเดียว จึงถือได้ว่าเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 667/2544 เดินแนวเดียวกันในสถานการณ์ที่พบบ่อยกว่า คือมีการรวมคลังสินค้าและพนักงานกับอีกบริษัทหนึ่งจนเหลือคลังสินค้าแห่งเดียวและเหลือตำแหน่งผู้จัดการคลังสินค้าเพียงตำแหน่งเดียว นายจ้างพิจารณาแล้วเห็นว่าอีกคนมีความรู้เรื่องการบริหารคลังสินค้าและคอมพิวเตอร์เหมาะสมกว่า จึงเลือกคนนั้นไว้และเลิกจ้างลูกจ้างรายนี้ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้ง ศาลถือว่ามีเหตุจำเป็นอันสมควร

คดีนี้ให้บทเรียนสำคัญว่า การที่นายจ้างเลือกคนอื่นไว้แทนเรา ไม่ได้ทำให้การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมโดยตัวมันเอง ถ้าการเลือกนั้นมีเหตุผลรองรับและไม่ใช่การกลั่นแกล้ง

แต่ต้องเป็นการปรับโครงสร้างที่เกิดขึ้นจริง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7939/2540 เป็นคดีที่ผมอยากให้อ่านละเอียดที่สุด เพราะเป็นคดีที่นายจ้างจ่ายเงินครบแล้วยังแพ้ นายจ้างอ้างว่าต้องปรับโครงสร้างองค์กรให้เล็กลงและลดจำนวนพนักงาน แต่ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานฟังเป็นยุติคือหน่วยงานในส่วนลูกค้าสัมพันธ์ที่ลูกจ้างรับผิดชอบไม่ได้ถูกยุบ เพียงแต่เปลี่ยนชื่อใหม่ และนายจ้างยังแต่งตั้งบุคคลอื่นมาดำรงตำแหน่งแทนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทั้งที่ลูกจ้างไม่เคยปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดความเสียหาย

ประโยคที่ศาลฎีกาเขียนไว้คือ แม้จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชยและเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่โจทก์ ก็เป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรอยู่นั่นเอง จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

นี่คือคำตอบตรงตัวของคำถามที่ตั้งไว้ในชื่อบทความ การจ่ายค่าชดเชยและเงินช่วยเหลือไม่ได้ทำให้การเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุอันสมควรกลายเป็นมีเหตุอันสมควรครับ

คดีที่ข้ออ้างปรับโครงสร้างไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4099/2561 เป็นคดีที่แสดงให้เห็นว่าศาลตรวจข้ออ้างเรื่องปรับโครงสร้างละเอียดเพียงใด นายจ้างอ้างว่าปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริษัทมาตั้งแต่ปี 2556 แต่ข้อเท็จจริงคือมีพนักงานเพียงสามคนที่ลาออก ไม่ปรากฏว่ามีการยุบหน่วยงานหรือลดขนาดหน่วยงานใด และงบกำไรขาดทุนปี 2558 บริษัทมีผลประกอบกิจการได้กำไร

ศาลชี้ต่อไปว่าการเลิกจ้างเกิดก่อนที่บริษัทจะมีกำไรเพียงสองเดือนเศษ แสดงว่าการเลิกจ้างรายนี้ไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทกลับมามีกำไร เหตุในการเลิกจ้างจึงเป็นเพียงนโยบายที่ประสงค์จะลดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนขององค์กรลงเท่านั้น และไม่ปรากฏว่าก่อนเลิกจ้าง นายจ้างมีวิธีการหรือขั้นตอนในการลดภาระค่าใช้จ่าย หรือมีวิธีการคัดเลือกพนักงานที่จะถูกเลิกจ้างอย่างไร ศาลจึงถือว่ายังไม่มีเหตุผลอันสมควรเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3974/2545 เดินแนวเดียวกัน นายจ้างอ้างเหตุคนล้นงานและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจึงต้องปรับปรุงโครงสร้างเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย แต่ข้อเท็จจริงที่ลูกจ้างบรรยายและศาลรับฟังคือบริษัทไม่ได้ประสบภาวะขาดทุน ยังมีกำไร ไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ ไม่มีการประเมินผลตัวลูกจ้าง และหลังเลิกจ้างแล้วยังรับคนอื่นเข้ามาทำงานแทน

สี่คำถามที่ตัดสินคดีเหล่านี้

ถ้าเอาคดีทั้งห้ามาวางเทียบกัน จะเห็นว่าศาลถามคำถามชุดเดียวกันทุกคดี ต่างกันแค่คำตอบ

  1. การปรับโครงสร้างนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ มีการยุบหรือลดขนาดหน่วยงานจริง หรือเพียงเปลี่ยนชื่อ
  2. ตำแหน่งของลูกจ้างหายไปจริงหรือไม่ หรือยังอยู่แต่เปลี่ยนคน
  3. มีการเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งเฉพาะลูกจ้างรายนั้นหรือไม่ หรือคนในหน่วยงานถูกเลิกจ้างทั้งหมด
  4. มีหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการคัดเลือกคนที่จะถูกเลิกจ้างหรือไม่ และเคยพยายามลดค่าใช้จ่ายด้วยวิธีอื่นก่อนหรือไม่
ข้อสี่เป็นข้อที่นายจ้างไทยพลาดบ่อยที่สุด และเป็นข้อที่ศาลใน 4099/2561 หยิบขึ้นมาชี้ตรง ๆ ว่าไม่ปรากฏว่ามีวิธีการคัดเลือกอย่างไร

กับดักใบรับเงินและหนังสือยอมความ

เรื่องนี้สำคัญกว่าที่คนคิดครับ เพราะเป็นจุดที่ปิดสิทธิได้จริงแม้การเลิกจ้างจะไม่เป็นธรรม

ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4099/2561 นายจ้างมีหนังสือที่ระบุว่าการชำระเงินครั้งนี้เป็นการชำระครั้งสุดท้ายครบถ้วนตามสิทธิเรียกร้องของลูกจ้างทั้งหมดตามสัญญาจ้างงาน ศาลวินิจฉัยว่าข้อความเช่นนั้นมีความหมายเพียงว่าลูกจ้างยอมรับว่าได้รับเงินตามสิทธิที่เกิดจากสัญญาจ้างครบแล้ว ไม่ได้หมายรวมถึงการสละสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เพราะสิทธินั้นเกิดจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเลิกจ้าง ไม่ได้เกิดจากสัญญาจ้าง ลูกจ้างจึงยังมีอำนาจฟ้อง

แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2666/2556 แสดงอีกด้านหนึ่ง ในคดีนั้นลูกจ้างรับเงินช่วยเหลือหลังถูกเลิกจ้างไปแล้วโดยปราศจากข้อโต้แย้งคัดค้านอื่นใดทั้งสิ้น ศาลเห็นว่าเป็นกรณีที่ตกลงยินยอมกันเพื่อยุติเรื่องการเลิกจ้าง เท่ากับไม่ประสงค์จะเรียกร้องเกี่ยวกับการเลิกจ้างอีกต่อไป จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง

เส้นแบ่งอยู่ที่ถ้อยคำในเอกสารและอยู่ที่ว่ามีการโต้แย้งไว้หรือไม่ สิ่งที่ทำได้จริงคืออย่าเซ็นเอกสารใดในวันนั้นทันที ขอเวลาอ่าน และถ้าจะรับเงินก็ควรรับโดยบันทึกข้อโต้แย้งเรื่องความไม่เป็นธรรมไว้เป็นหนังสือ ไม่ใช่รับไปเงียบ ๆ

ถ้าปรับโครงสร้างเพราะนำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาใช้

มีกรณีหนึ่งที่กฎหมายวางหน้าที่เพิ่มให้นายจ้างไว้เป็นพิเศษ และเป็นกรณีที่พบมากขึ้นเรื่อย ๆ คือการปรับปรุงหน่วยงานอันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้าง

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 121

ในกรณีที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้าง ห้ามมิให้นำมาตรา 17 วรรคสอง มาใช้บังคับ และให้นายจ้างแจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลของการเลิกจ้างและรายชื่อลูกจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงาน และลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันที่จะเลิกจ้าง

ในกรณีที่นายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้า หรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าระยะเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง นอกจากจะได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 118 แล้ว ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหกสิบวัน

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 122

ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างตามมาตรา 121 และลูกจ้างนั้นทำงานติดต่อกันเกินหกปีขึ้นไป ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามมาตรา 118 ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสิบห้าวันต่อการทำงานครบหนึ่งปี แต่ค่าชดเชยตามมาตรานี้รวมแล้วต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยหกสิบวัน

ถ้าเรื่องของท่านเข้ากรณีนี้ ให้ตรวจสองอย่างคือมีการแจ้งพนักงานตรวจแรงงานล่วงหน้าหกสิบวันหรือไม่ และถ้าอายุงานเกินหกปี ได้ค่าชดเชยพิเศษเพิ่มตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 122 แล้วหรือยัง สองข้อนี้เป็นสิทธิที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องความเป็นธรรมเลย และถูกมองข้ามบ่อยมาก

ศาลกำหนดค่าเสียหายอย่างไร

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ให้ศาลสั่งรับกลับเข้าทำงานก่อน ถ้าเห็นว่าทำงานร่วมกันต่อไปไม่ได้จึงกำหนดค่าเสียหายแทน โดยคำนึงถึงอายุ ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อน มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่มีสิทธิได้รับ

มีข้อวินิจฉัยหนึ่งในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4099/2561 ที่ควรทราบ ศาลแรงงานในคดีนั้นเห็นว่าเงินที่นายจ้างจ่ายหลังเลิกจ้างรวมแล้วคิดเป็น 11.9 เท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้าย จึงเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว และไม่กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้อีก ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย เพราะจำนวนเงินที่นำมาประกอบการพิจารณานั้นมีทั้งค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และเงินอื่นซึ่งลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและตามสัญญาจ้างรวมอยู่ด้วย การไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้จึงไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 49

หลักที่ได้จากคดีนี้คือ เงินที่เป็นสิทธิอยู่แล้วจะเอามาหักกลบกับค่าเสียหายเรื่องความไม่เป็นธรรมแบบเหมารวมไม่ได้ เพราะเป็นเงินที่ลูกจ้างต้องได้อยู่แล้วไม่ว่าการเลิกจ้างจะเป็นธรรมหรือไม่

ช่องทางเรียกร้องและกำหนดเวลา

เงินสามก้อนไปคนละทางได้ ค่าชดเชยกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ายื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 หรือฟ้องศาลแรงงานก็ได้ ส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ต้องฟ้องศาลแรงงาน พนักงานตรวจแรงงานไม่มีอำนาจสั่งเรื่องนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3974/2545 ยังวินิจฉัยไว้ด้วยว่า การฟ้องเรื่องเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนใดก่อน จึงฟ้องศาลแรงงานได้เลย

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง

ในกรณีที่นายจ้างไม่คืนหลักประกันที่เป็นเงินตามมาตรา 10 วรรคสอง ไม่จ่ายเงินกรณีนายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17/1 หรือไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และเงินที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา 70 หรือค่าชดเชยตามมาตรา 118 ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือค่าชดเชยพิเศษตามมาตรา 120 มาตรา 120/1 มาตรา 121 และมาตรา 122 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี

อัตราดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีนี้สูงกว่าดอกเบี้ยผิดนัดทั่วไปมาก และเดินตั้งแต่วันผิดนัด ซึ่งกรณีเลิกจ้างคือภายในสามวันนับแต่วันเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 วรรคสอง จุดนี้จึงมีผลต่อยอดรวมพอสมควรถ้าเรื่องยืดออกไปเป็นปี

สิ่งที่ควรทำในวันที่ได้รับแจ้ง

ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ตัดสินคดีมักถูกกำหนดขึ้นในวันแรกนั้นเอง ก่อนที่ใครจะได้ปรึกษาใคร

ขอหนังสือเลิกจ้างที่ระบุเหตุผลไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ เพราะเหตุผลที่นายจ้างเขียนไว้ในวันนั้นจะเป็นกรอบที่นายจ้างต้องยืนอยู่ในชั้นศาล ถ้าภายหลังข้อเท็จจริงปรากฏว่าหน่วยงานไม่ได้ถูกยุบจริงหรือมีคนมาทำงานแทน หนังสือฉบับนั้นจะเป็นเอกสารที่มีน้ำหนักที่สุดในมือของท่าน

และอย่าเซ็นเอกสารสละสิทธิในห้องนั้นทันที ขอเวลาอ่านให้จบก่อน การขอเวลาไม่ใช่การปฏิเสธเงิน และไม่ทำให้เสียสิทธิอะไรเลยครับ

สรุป

ทั้งหมดนี้ประกอบกันเป็นภาพเดียว คือค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 582 ประกอบ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17/1 เป็นสิทธิที่ไม่ต้องพิสูจน์ความผิดของใคร ส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 49 เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ว่าเหตุแห่งการเลิกจ้างมีจริงและสมควรถึงขนาดต้องเลิกจ้าง ซึ่งการปรับโครงสร้างเป็นเหตุอันสมควรได้จริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2124/2555 และที่ 667/2544 แต่ต้องเป็นการปรับโครงสร้างที่เกิดขึ้นจริงและมีหลักเกณฑ์ ไม่ใช่เปลี่ยนชื่อหน่วยงานอย่างในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7939/2540 หรืออ้างขาดทุนทั้งที่มีกำไรอย่างในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4099/2561 และที่ 3974/2545

คนที่เข้าใจเรื่องนี้จะไม่เซ็นเอกสารปิดเรื่องในวันแรกด้วยความเข้าใจว่าได้เงินครบแล้วก็จบ และจะรู้ว่าต้องเก็บอะไรไว้ตั้งแต่วันนั้น เพราะสุดท้ายแล้ว คดีเลิกจ้างเพราะปรับโครงสร้างไม่ได้ตัดสินกันที่ว่า “บริษัทมีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผล” แต่ตัดสินกันที่ว่า “เหตุผลนั้นเกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงถ้อยคำในหนังสือเลิกจ้าง”

คำถามที่พบบ่อย

บริษัทบอกว่าปรับโครงสร้างและจ่ายค่าชดเชยครบแล้ว ยังฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ไหม

ได้ครับ เพราะเป็นสิทธิที่อยู่ในกฎหมายคนละฉบับ ค่าชดเชยอยู่ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 ส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอยู่ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7939/2540 นายจ้างจ่ายค่าชดเชยและเงินช่วยเหลือพิเศษแล้ว ศาลก็ยังวินิจฉัยว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เพราะหน่วยงานไม่ได้ถูกยุบจริง

เซ็นใบรับเงินที่เขียนว่าเป็นการชำระครั้งสุดท้ายไปแล้ว เสียสิทธิหรือยัง

ต้องดูถ้อยคำครับ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4099/2561 หนังสือระบุว่าเป็นการชำระครั้งสุดท้ายครบถ้วนตามสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างงาน ศาลเห็นว่าไม่ได้หมายรวมถึงการสละสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เพราะสิทธินั้นไม่ได้เกิดจากสัญญาจ้าง แต่ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2666/2556 ลูกจ้างรับเงินช่วยเหลือไปโดยปราศจากข้อโต้แย้งคัดค้านใด ศาลถือว่าตกลงยุติเรื่องกันแล้ว จึงฟ้องไม่ได้

บริษัทขาดทุนจริง ยังถือว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้อีกหรือ

การขาดทุนจริงเป็นเหตุอันสมควรได้ และในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2347/2543 ศาลถือว่าการขาดสภาพคล่องเป็นเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แต่คำถามที่สองยังอยู่ คือขาดทุนถึงขนาดต้องเลิกจ้างคนนี้หรือไม่ และมีหลักเกณฑ์ในการเลือกหรือไม่ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4099/2561 ศาลชี้ว่าเมื่อไม่ปรากฏวิธีการคัดเลือกพนักงานที่จะถูกเลิกจ้าง ก็ยังไม่มีเหตุผลอันสมควรเพียงพอ

ต้องไปร้องพนักงานตรวจแรงงานก่อนฟ้องเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่

ไม่ต้องครับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3974/2545 วินิจฉัยว่าการฟ้องเรื่องเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนใดก่อน ฟ้องศาลแรงงานได้เลย ส่วนค่าชดเชยกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นเลือกได้ว่าจะยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 หรือฟ้องศาล

สรุป

หากท่านกำลังประสบปัญหานี้หรือกำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร สามารถติดต่อเข้ามาสอบถามได้ครับ

การพูดคุยเบื้องต้นไม่มีข้อผูกมัด และข้อมูลที่ท่านให้จะถูกเก็บเป็นความลับตามหน้าที่ของทนายความ

สิ่งที่ควรทำต่อไป

  1. ขอหนังสือเลิกจ้างที่ระบุเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าได้รับแจ้งด้วยปากเปล่าให้ขอเป็นหนังสือไว้
  2. อย่าเซ็นเอกสารสละสิทธิในวันนั้นทันที ขอเวลาอ่านให้จบก่อน
  3. ถ้าจะรับเงิน ให้บันทึกข้อโต้แย้งเรื่องความไม่เป็นธรรมไว้เป็นหนังสือ ไม่ใช่รับไปโดยไม่พูดอะไร
  4. เก็บผังองค์กรและประกาศรับสมัครงานของบริษัทไว้เท่าที่เข้าถึงได้ เพราะเป็นหลักฐานว่าตำแหน่งหายไปจริงหรือไม่
  5. ถ้าอายุงานเกินหกปีและการปรับโครงสร้างมาจากเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ให้ตรวจว่าได้ค่าชดเชยพิเศษเพิ่มแล้วหรือยัง
  6. ปรึกษาก่อนครบกำหนดเวลา เพราะเงินสามก้อนนี้ไปคนละช่องทางและมีกรอบเวลาไม่เหมือนกัน

หากคุณกำลังประสบปัญหาเรื่องนี้

ถ้าคุณกำลังเจอเรื่องแบบนี้อยู่ หรือไม่แน่ใจว่าหลักฐานที่มีในมือเพียงพอหรือไม่ สอบถามเข้ามาได้ครับ เราจะช่วยดูว่าเอกสารและข้อความที่คุณเก็บไว้บอกอะไรได้บ้างในทางกฎหมาย และมีทางเลือกอะไรอยู่ข้างหน้า

หลักฐานที่ควรเตรียมไว้ก่อนปรึกษา

  1. หนังสือเลิกจ้างฉบับจริง และเอกสารทุกฉบับที่ได้รับในวันนั้น รวมถึงซองหรืออีเมลที่ส่งมาด้วย เพราะเหตุผลที่ระบุไว้เป็นกรอบที่นายจ้างต้องยืนอยู่
  2. เอกสารใด ๆ ที่ท่านเซ็นไป หรือถูกขอให้เซ็นแต่ยังไม่ได้เซ็น โดยเฉพาะใบรับเงินหรือหนังสือยอมความ และถ้าเซ็นไปแล้วให้เก็บสำเนาไว้
  3. หลักฐานการจ่ายเงินทุกก้อนที่ได้รับ พร้อมรายการแยกว่าก้อนไหนเป็นค่าชดเชย ก้อนไหนเป็นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และก้อนไหนเป็นเงินอื่น
  4. สลิปเงินเดือนย้อนหลังอย่างน้อยหกเดือน และหนังสือรับรองการทำงานหรือสัญญาจ้าง เพื่อยืนยันอัตราค่าจ้างสุดท้ายและวันเริ่มงาน
  5. หลักฐานว่าหน่วยงานหรือตำแหน่งของท่านยังอยู่หรือไม่ เช่น ผังองค์กรก่อนและหลัง ประกาศรับสมัครงานตำแหน่งเดิม หรือข้อมูลว่ามีใครมาทำงานแทน
  6. ข้อมูลว่าใครถูกเลิกจ้างพร้อมท่านและใครยังอยู่ เท่าที่ทราบ เพราะการเลือกปฏิบัติเฉพาะรายเป็นประเด็นที่ศาลให้น้ำหนักมาก
  7. ลำดับวันเวลาคร่าว ๆ ว่าได้รับแจ้งเมื่อไหร่ วันเลิกจ้างมีผลเมื่อไหร่ และได้รับเงินแต่ละก้อนเมื่อไหร่ เพราะมีผลต่อการนับดอกเบี้ยและกำหนดเวลา

ปรึกษาเบื้องต้นไม่มีข้อผูกมัด และทุกเรื่องที่ปรึกษาเป็นความลับตามจรรยาบรรณวิชาชีพ โทร 065-145-5546 หรือติดต่อผ่านช่องทางใดก็ได้ที่สะดวก

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป มิใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี ข้อเท็จจริงที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยอาจเปลี่ยนผลทางกฎหมายทั้งหมด และตัวบทอาจมีการแก้ไข โปรดปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการใด ๆ

มีปัญหากฎหมายที่ต้องการคำตอบ?

ปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีข้อผูกมัด ทุกเรื่องที่ปรึกษาเป็นความลับ

ปรึกษาทาง LINE