065-145-5546 info@dapresolution.com จันทร์–ศุกร์ 09:00–18:00 น.
หน้าแรก เกี่ยวกับเรา บริการของเรา คดีความและการระงับข้อพิพาทติดตามทวงถามหนี้กฎหมายธุรกิจและองค์กรวีซ่าและใบอนุญาตทำงานทรัพย์สินทางปัญญาภาษีและบัญชีแปลเอกสารและโนตารีงานอสังหาริมทรัพย์และที่ดิน ทีมงาน บทความ คำถามที่พบบ่อย ติดต่อเรา ปรึกษาเบื้องต้น
ครอบครัวและมรดก 14 ตุลาคม 2569

ชาวต่างชาติเสียชีวิตและมีทรัพย์สินในประเทศไทย ต้องตั้งผู้จัดการมรดกอย่างไร?

ชาวต่างชาติมีทรัพย์สินในไทยหลังเสียชีวิต: ศาลใดมีอำนาจ ใครเป็นผู้จัดการมรดกได้ และพินัยกรรมหรือ Probate ต่างประเทศใช้ได้อย่างไร

ผู้ตายไม่จำเป็นต้องเป็นคนไทยจึงจะสามารถตั้งผู้จัดการมรดกในประเทศไทยได้ หากชาวต่างชาติเสียชีวิตและมีบัญชีธนาคาร คอนโด หุ้น หรือทรัพย์สินอื่นอยู่ในประเทศไทย ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียอาจยื่นคำร้องต่อศาลไทยเพื่อขอตั้งผู้จัดการมรดกสำหรับจัดการทรัพย์สินในประเทศไทยได้

เมื่อชาวต่างชาติเสียชีวิต ครอบครัวมักเริ่มดำเนินการเรื่องมรดกในประเทศที่ผู้ตายอาศัยอยู่ แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อพบว่าผู้ตายยังมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย แม้ทายาทจะมีใบมรณบัตร พินัยกรรม หรือเอกสาร Probate จากต่างประเทศแล้ว ธนาคาร สำนักงานที่ดิน บริษัท หรือหน่วยงานในประเทศไทยอาจยังไม่สามารถให้ทายาทถอนเงิน โอนกรรมสิทธิ์ หรือจัดการทรัพย์สินของผู้ตายได้ทันที

จึงเกิดคำถามสำคัญว่า หากผู้ตายเป็นชาวต่างชาติ จะสามารถตั้งผู้จัดการมรดกในประเทศไทยได้หรือไม่ และต้องดำเนินการอย่างไร?

ผู้ตายเป็นชาวต่างชาติ ตั้งผู้จัดการมรดกในประเทศไทยได้หรือไม่?

ได้ หากคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลไทย

การที่เจ้ามรดกเป็นชาวต่างชาติ หรือเสียชีวิตอยู่ต่างประเทศ ไม่ได้ทำให้ศาลไทยไม่มีอำนาจเกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่อยู่ในประเทศไทยโดยอัตโนมัติ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา กำหนดหลักเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลในคดีมรดกไว้ โดยหากเจ้ามรดกมีภูมิลำเนาในประเทศไทยในขณะถึงแก่ความตาย คำร้องเกี่ยวกับการจัดการมรดกให้เสนอต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่

แต่หากเจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย คำร้องสามารถเสนอต่อศาลที่ทรัพย์มรดกตั้งอยู่ในเขตศาลได้ ดังนั้น หากชาวต่างชาติเสียชีวิตและยังมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย ก็อาจยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลไทยเพื่อจัดการทรัพย์สินดังกล่าวได้

ทรัพย์สินอะไรบ้างที่อาจทำให้ต้องดำเนินการในประเทศไทย?

  • บัญชีเงินฝากในธนาคารไทย
  • ห้องชุดหรือคอนโดมิเนียม
  • รถยนต์
  • หุ้นหรือหลักทรัพย์
  • หุ้นในบริษัทไทย
  • เงินหรือสิทธิเรียกร้องที่บุคคลอื่นต้องชำระแก่ผู้ตาย
  • สิทธิตามสัญญา
  • ทรัพย์สินอื่นที่ตั้งอยู่หรือจำเป็นต้องดำเนินการโอนในประเทศไทย

เมื่อเจ้าของทรัพย์เสียชีวิต ทรัพย์ดังกล่าวย่อมเข้าสู่กองมรดก แต่การเป็นทายาทไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำใบมรณบัตรไปถอนเงินหรือเปลี่ยนชื่อเจ้าของทรัพย์สินได้ทันทีในทุกกรณี ในทางปฏิบัติ ธนาคาร สำนักงานที่ดิน บริษัท และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักต้องตรวจสอบว่าบุคคลใดมีอำนาจตามกฎหมายในการจัดการกองมรดก นี่จึงเป็นเหตุผลที่คำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกมีความสำคัญต่อการจัดการทรัพย์สินในประเทศไทย

สิทธิตามสัญญาต้องตรวจสอบเป็นรายกรณี เพราะสิทธิ หน้าที่ หรือความรับผิดที่เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายไม่รวมอยู่ในกองมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1600

ใครสามารถขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกได้?

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 เมื่อมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนด ทายาท ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการ สามารถร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้

ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิตและมีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือแบ่งมรดก หรือผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมไม่สามารถหรือไม่ประสงค์จะทำหน้าที่ ดังนั้น ผู้ร้องไม่จำเป็นต้องเป็นคนไทย เพียงแต่ต้องมีสถานะเป็นบุคคลที่มีสิทธิยื่นคำร้องตามกฎหมายและสามารถแสดงหลักฐานต่อศาลได้

กรณีที่ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมอยู่ต่างประเทศก็เป็นเหตุหนึ่งที่กฎหมายระบุไว้ในมาตรา 1713 (1) โดยต้องแสดงข้อเท็จจริงและหลักฐานประกอบคำร้อง

ชาวต่างชาติสามารถเป็นผู้จัดการมรดกในประเทศไทยได้หรือไม่?

โดยหลักสามารถเป็นได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 กำหนดบุคคลที่ไม่สามารถเป็นผู้จัดการมรดก ได้แก่ ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย

กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าบุคคลต่างด้าวหรือชาวต่างชาติเป็นลักษณะต้องห้ามในการเป็นผู้จัดการมรดก ดังนั้น การไม่มีสัญชาติไทยเพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้ทำให้บุคคลนั้นขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้จัดการมรดก อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งยังเป็นดุลพินิจของศาล โดยศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริง ความเกี่ยวข้องกับกองมรดก และความเหมาะสมของบุคคลที่จะทำหน้าที่จัดการทรัพย์สินของผู้ตายประกอบกัน

มีพินัยกรรมจากต่างประเทศแล้ว ยังต้องตั้งผู้จัดการมรดกในประเทศไทยหรือไม่?

พินัยกรรมกับอำนาจในการจัดการทรัพย์มรดกเป็นคนละเรื่องกัน

พินัยกรรมต่างประเทศอาจเป็นหลักฐานสำคัญในการพิจารณาสิทธิในกองมรดก แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้รับมรดกจะสามารถนำพินัยกรรมไปถอนเงินจากธนาคารไทยหรือโอนคอนโดของผู้ตายได้ทันที

การนำพินัยกรรมต่างประเทศมาใช้ในประเทศไทยอาจต้องตรวจสอบเพิ่มเติมทั้งเรื่องความสมบูรณ์ของพินัยกรรม กฎหมายที่ใช้บังคับ การรับรองเอกสาร การแปลเอกสารเป็นภาษาไทย บุคคลที่มีสิทธิในกองมรดก และความจำเป็นในการขอคำสั่งจากศาลไทย ดังนั้น การมีพินัยกรรมไม่ได้ทำให้ความจำเป็นในการตั้งผู้จัดการมรดกหมดไปโดยอัตโนมัติ

การที่ศาลไทยมีอำนาจแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ไม่ได้หมายความว่าสิทธิรับมรดกทุกประเภทต้องใช้กฎหมายไทยเสมอไป มรดกที่เป็นอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์อาจอยู่ภายใต้กฎหมายต่างกัน จึงต้องตรวจสอบกฎหมายที่ใช้บังคับและพินัยกรรมแยกจากเรื่องอำนาจจัดการทรัพย์

มี Probate หรือคำสั่งศาลจากต่างประเทศแล้ว ใช้ในประเทศไทยได้เลยหรือไม่?

อีกกรณีที่พบบ่อยคือ ครอบครัวได้ดำเนินกระบวนการ Probate หรือ Estate Administration ในต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว และมีคำสั่งศาลแต่งตั้ง Executor หรือ Administrator อยู่แล้ว

เอกสารเหล่านี้อาจเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินการในประเทศไทย แต่ไม่ควรถือว่าคำสั่งศาลต่างประเทศสามารถนำมาบังคับหรือใช้แทนคำสั่งศาลไทยได้โดยอัตโนมัติ เมื่อต้องจัดการทรัพย์สินในประเทศไทย จำเป็นต้องตรวจสอบว่าคำสั่งหรือเอกสารจากต่างประเทศมีผลอย่างไรภายใต้กฎหมายไทย และหน่วยงานที่ถือหรือจดทะเบียนทรัพย์นั้นต้องการเอกสารใด ในหลายกรณีจึงยังจำเป็นต้องดำเนินกระบวนการต่อศาลไทยเพื่อให้มีผู้จัดการมรดกซึ่งมีอำนาจจัดการทรัพย์สินในประเทศไทยอย่างชัดเจน

เอกสารจากต่างประเทศที่มักต้องใช้

  • ใบมรณบัตร
  • หนังสือเดินทางของผู้ตาย
  • พินัยกรรม หากมี
  • Probate / Grant of Probate / Letters of Administration หรือคำสั่งศาลต่างประเทศ หากมี
  • สูติบัตร ทะเบียนสมรส หรือเอกสารพิสูจน์ความสัมพันธ์กับผู้ตาย
  • หนังสือเดินทางหรือเอกสารประจำตัวของทายาท
  • เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สินในประเทศไทย
  • เอกสารแสดงรายชื่อทายาท
  • หนังสือมอบอำนาจ หากมีการมอบอำนาจให้ดำเนินการในประเทศไทย

เอกสารต่างประเทศที่จะนำมาใช้ต่อศาลไทยอาจต้องผ่านขั้นตอนรับรองเอกสาร (legalisation/authentication) และจัดทำคำแปลภาษาไทยตามลักษณะของเอกสารและประเทศที่ออกเอกสาร จึงควรตรวจสอบข้อกำหนดก่อนดำเนินการ เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องจัดส่งหรือรับรองเอกสารจากต่างประเทศใหม่ในภายหลัง

ผู้ร้องหรือทายาทอยู่ต่างประเทศ ต้องเดินทางมาประเทศไทยหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องสรุปว่าทุกกรณีต้องเดินทางมาประเทศไทยตั้งแต่เริ่มต้น ทนายความในประเทศไทยสามารถตรวจสอบเอกสาร ทรัพย์สิน เขตอำนาจศาล และจัดเตรียมคำร้องก่อน รวมถึงพิจารณาว่าขั้นตอนใดสามารถดำเนินการโดยผู้รับมอบอำนาจได้ อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ร้องจะต้องมาเบิกความหรือดำเนินการด้วยตนเองหรือไม่ ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงของคดี วิธีพิจารณาของศาล และคำสั่งของศาลในแต่ละกรณี

ขั้นตอนการตั้งผู้จัดการมรดกสำหรับชาวต่างชาติในประเทศไทย

  1. ตรวจสอบเจ้ามรดกและทายาท — ตรวจสอบสัญชาติ ภูมิลำเนา พินัยกรรม คู่สมรส บุตร และบุคคลที่อาจเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย
  2. ตรวจสอบทรัพย์สินในประเทศไทย — ระบุว่าผู้ตายมีทรัพย์สินอะไร อยู่ที่ใด และมีหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นหรือไม่
  3. ตรวจสอบเขตอำนาจศาล — หากผู้ตายไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ที่ตั้งของทรัพย์มรดกจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาศาลที่มีอำนาจรับคำร้อง
  4. เตรียมและยื่นคำร้องต่อศาล — จัดเตรียมคำร้อง รายชื่อทายาท บัญชีทรัพย์ และเอกสารจากประเทศไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง แล้วดำเนินกระบวนการไต่สวนตามที่ศาลกำหนด
  5. นำคำสั่งศาลไปจัดการทรัพย์มรดก — เมื่อได้รับการแต่งตั้งแล้ว ผู้จัดการมรดกสามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อรวบรวมทรัพย์ ชำระหนี้ โอนทรัพย์ และแบ่งมรดกให้แก่ผู้มีสิทธิตามกฎหมายหรือพินัยกรรม

ตัวอย่าง: ชาวต่างชาติเสียชีวิต มีคอนโดและบัญชีธนาคารในกรุงเทพฯ

สมมติว่าชาวอังกฤษอาศัยและเสียชีวิตในประเทศอังกฤษ แต่ยังเป็นเจ้าของคอนโดในกรุงเทพมหานครและมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารไทย แม้ผู้ตายไม่ใช่คนไทย ไม่ได้เสียชีวิตในประเทศไทย ไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย และทายาททั้งหมดอาศัยอยู่ต่างประเทศ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถดำเนินกระบวนการเกี่ยวกับมรดกในประเทศไทยได้

สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ ทรัพย์มรดกในประเทศไทยตั้งอยู่ที่ใด ใครเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย และต้องใช้เอกสารใดในการยื่นคำร้องต่อศาลไทย จุดเริ่มต้นของคดีจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “ผู้ตายเป็นคนชาติอะไร?” แต่เป็นคำถามว่า “ผู้ตายมีทรัพย์สินอะไรอยู่ในประเทศไทย และต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อให้มีบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายจัดการทรัพย์นั้น?”

หากผู้รับมรดกเป็นชาวต่างชาติ การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกไม่ได้ทำให้ผู้นั้นถือกรรมสิทธิ์คอนโดหรือที่ดินได้โดยไม่มีข้อจำกัด ต้องตรวจสอบคุณสมบัติการถือครองและข้อกำหนดการรับมรดกตามกฎหมายเฉพาะก่อนจดทะเบียน

กฎหมายและแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

  • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา: ศาลที่รับคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600, 1713, 1718 และ 1719: กองมรดก ผู้มีสิทธิร้อง คุณสมบัติ และอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก
  • พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 37–40: กฎหมายที่ใช้กับมรดกและพินัยกรรม

ข้อมูลเพิ่มเติม: สำนักงานอัยการสูงสุด: ขอตั้งผู้จัดการมรดกของชาวต่างชาติ และ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา: กฎหมายขัดกัน

คำถามที่พบบ่อย

ชาวต่างชาติเสียชีวิตในต่างประเทศ แต่มีทรัพย์สินในไทย สามารถตั้งผู้จัดการมรดกในไทยได้หรือไม่?

ได้ หากผู้ตายมีทรัพย์มรดกอยู่ในประเทศไทยและคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลไทย แม้ผู้ตายจะไม่มีภูมิลำเนาและไม่ได้เสียชีวิตในประเทศไทยก็ตาม

ผู้จัดการมรดกจำเป็นต้องเป็นคนไทยหรือไม่?

ไม่จำเป็น สัญชาติไม่ใช่ลักษณะต้องห้ามในการเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายไทย อย่างไรก็ตาม ศาลจะพิจารณาความเหมาะสมของบุคคลที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นรายกรณี

มีพินัยกรรมต่างประเทศแล้ว ยังต้องตั้งผู้จัดการมรดกในประเทศไทยหรือไม่?

อาจยังจำเป็น พินัยกรรมเป็นหลักฐานเกี่ยวกับเจตนาของผู้ตายและสิทธิของผู้รับมรดก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำไปถอนเงินจากธนาคารหรือโอนทรัพย์สินในประเทศไทยได้ทันที

มี Grant of Probate หรือคำสั่งศาลต่างประเทศแล้ว ใช้กับทรัพย์ในประเทศไทยได้เลยหรือไม่?

ไม่ควรถือว่าใช้แทนคำสั่งศาลไทยได้โดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาผลของเอกสารดังกล่าวตามกฎหมายไทยและข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์แต่ละประเภท

หากมีเพียงบัญชีธนาคารในประเทศไทย จำเป็นต้องตั้งผู้จัดการมรดกหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง มูลค่าทรัพย์ นโยบายของธนาคาร และเอกสารที่มีอยู่ แต่ในหลายกรณีธนาคารจะต้องการหลักฐานอำนาจของบุคคลที่มีสิทธิจัดการกองมรดกก่อนดำเนินการจ่ายเงิน

หากมีคอนโดในประเทศไทย ต้องทำอย่างไรหลังเจ้าของเสียชีวิต?

โดยทั่วไปต้องตรวจสอบก่อนว่าใครเป็นทายาทหรือผู้รับมรดก มีพินัยกรรมหรือไม่ และใครมีอำนาจจัดการกองมรดก ก่อนดำเนินการเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ต่อสำนักงานที่ดิน หากทายาทเป็นชาวต่างชาติ ต้องตรวจสอบข้อจำกัดการถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเพิ่มเติม

ทายาทอยู่ต่างประเทศทั้งหมด สามารถเริ่มดำเนินการได้หรือไม่?

ได้ในหลายกรณี โดยสามารถเริ่มจากการตรวจสอบเอกสาร ทรัพย์สิน และเขตอำนาจศาลจากต่างประเทศก่อน ส่วนการเดินทางมาประเทศไทยหรือการเข้าเบิกความต้องพิจารณาตามกระบวนการของแต่ละคดี

เอกสารต่างประเทศต้องแปลเป็นภาษาไทยหรือไม่?

เอกสารที่นำมาใช้ต่อศาลไทยโดยทั่วไปต้องมีคำแปลภาษาไทย และเอกสารบางประเภทอาจต้องผ่านการรับรองก่อนนำมาใช้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทเอกสารและประเทศที่ออกเอกสาร

สรุป

การที่เจ้ามรดกเป็นชาวต่างชาติไม่ได้เป็นอุปสรรคโดยตัวมันเองต่อการตั้งผู้จัดการมรดกในประเทศไทย หากผู้ตายมีบัญชีธนาคาร คอนโด หุ้น รถยนต์ หรือทรัพย์สินอื่นในประเทศไทย ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียอาจดำเนินกระบวนการต่อศาลไทยเพื่อให้มีผู้จัดการมรดกสำหรับจัดการทรัพย์สินเหล่านั้นได้

และบุคคลที่จะเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนไทย เนื่องจากสัญชาติไม่ใช่ลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 1718 สำหรับมรดกที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การตรวจสอบที่ตั้งของทรัพย์ สถานะของทายาท พินัยกรรม เอกสารจากต่างประเทศ และเขตอำนาจศาลก่อนเริ่มดำเนินการ

สิ่งที่ควรทำต่อไป

  1. หากสมาชิกในครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิดเป็นชาวต่างชาติและเสียชีวิตโดยยังมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย สิ่งที่ควรทำในเบื้องต้นคือ อย่าเพิ่งเริ่มจากการติดต่อทุกหน่วยงานแยกกันโดยไม่มีภาพรวมของกองมรดก
  2. ตรวจสอบสัญชาติ ภูมิลำเนา พินัยกรรม ทายาท เอกสาร Probate และทรัพย์สินแต่ละรายการในประเทศไทย
  3. จากนั้นจึงตรวจสอบต่อว่า ศาลไทยแห่งใดมีอำนาจรับคำร้อง ใครควรเป็นผู้ร้อง ใครควรได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก และเอกสารจากต่างประเทศใดต้องแปลหรือรับรองก่อนนำมาใช้ การตรวจสอบประเด็นเหล่านี้ตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความเสี่ยงในการเตรียมเอกสารผิดรูปแบบ ยื่นคำร้องต่อศาลที่ไม่มีเขตอำนาจ หรือดำเนินการรับรองเอกสารจากต่างประเทศเกินความจำเป็น

หากคุณกำลังประสบปัญหาเรื่องนี้

ถ้าคุณกำลังเจอเรื่องแบบนี้อยู่ หรือไม่แน่ใจว่าหลักฐานที่มีในมือเพียงพอหรือไม่ สอบถามเข้ามาได้ครับ เราจะช่วยดูว่าเอกสารและข้อความที่คุณเก็บไว้บอกอะไรได้บ้างในทางกฎหมาย และมีทางเลือกอะไรอยู่ข้างหน้า

หลักฐานที่ควรเตรียมไว้ก่อนปรึกษา

  1. ใบมรณบัตร
  2. สำเนาหนังสือเดินทางของผู้ตาย
  3. พินัยกรรม หากมี
  4. Grant of Probate, Letters of Administration หรือคำสั่งศาลต่างประเทศ หากมี
  5. รายชื่อคู่สมรส บุตร และทายาทที่เกี่ยวข้อง
  6. รายการทรัพย์สินในประเทศไทย
  7. เอกสารเกี่ยวกับบัญชีธนาคาร คอนโด หุ้น บริษัท รถยนต์ หรือทรัพย์สินอื่นในประเทศไทย

ปรึกษาเบื้องต้นไม่มีข้อผูกมัด และทุกเรื่องที่ปรึกษาเป็นความลับตามจรรยาบรรณวิชาชีพ โทร 065-145-5546 หรือติดต่อผ่านช่องทางใดก็ได้ที่สะดวก

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป มิใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี ข้อเท็จจริงที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยอาจเปลี่ยนผลทางกฎหมายทั้งหมด และตัวบทอาจมีการแก้ไข โปรดปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการใด ๆ

มีปัญหากฎหมายที่ต้องการคำตอบ?

ปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีข้อผูกมัด ทุกเรื่องที่ปรึกษาเป็นความลับ

ปรึกษาทาง LINE