ชาวต่างชาติเสียชีวิตและมีทรัพย์สินในประเทศไทย ต้องตั้งผู้จัดการมรดกอย่างไร?
ชาวต่างชาติมีทรัพย์สินในไทยหลังเสียชีวิต: ศาลใดมีอำนาจ ใครเป็นผู้จัดการมรดกได้ และพินัยกรรมหรือ Probate ต่างประเทศใช้ได้อย่างไร
ผู้ตายไม่จำเป็นต้องเป็นคนไทยจึงจะสามารถตั้งผู้จัดการมรดกในประเทศไทยได้ หากชาวต่างชาติเสียชีวิตและมีบัญชีธนาคาร คอนโด หุ้น หรือทรัพย์สินอื่นอยู่ในประเทศไทย ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียอาจยื่นคำร้องต่อศาลไทยเพื่อขอตั้งผู้จัดการมรดกสำหรับจัดการทรัพย์สินในประเทศไทยได้
เมื่อชาวต่างชาติเสียชีวิต ครอบครัวมักเริ่มดำเนินการเรื่องมรดกในประเทศที่ผู้ตายอาศัยอยู่ แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อพบว่าผู้ตายยังมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย แม้ทายาทจะมีใบมรณบัตร พินัยกรรม หรือเอกสาร Probate จากต่างประเทศแล้ว ธนาคาร สำนักงานที่ดิน บริษัท หรือหน่วยงานในประเทศไทยอาจยังไม่สามารถให้ทายาทถอนเงิน โอนกรรมสิทธิ์ หรือจัดการทรัพย์สินของผู้ตายได้ทันที
จึงเกิดคำถามสำคัญว่า หากผู้ตายเป็นชาวต่างชาติ จะสามารถตั้งผู้จัดการมรดกในประเทศไทยได้หรือไม่ และต้องดำเนินการอย่างไร?
ผู้ตายเป็นชาวต่างชาติ ตั้งผู้จัดการมรดกในประเทศไทยได้หรือไม่?
ได้ หากคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลไทย
การที่เจ้ามรดกเป็นชาวต่างชาติ หรือเสียชีวิตอยู่ต่างประเทศ ไม่ได้ทำให้ศาลไทยไม่มีอำนาจเกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่อยู่ในประเทศไทยโดยอัตโนมัติ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา กำหนดหลักเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลในคดีมรดกไว้ โดยหากเจ้ามรดกมีภูมิลำเนาในประเทศไทยในขณะถึงแก่ความตาย คำร้องเกี่ยวกับการจัดการมรดกให้เสนอต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่
แต่หากเจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย คำร้องสามารถเสนอต่อศาลที่ทรัพย์มรดกตั้งอยู่ในเขตศาลได้ ดังนั้น หากชาวต่างชาติเสียชีวิตและยังมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย ก็อาจยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลไทยเพื่อจัดการทรัพย์สินดังกล่าวได้
ทรัพย์สินอะไรบ้างที่อาจทำให้ต้องดำเนินการในประเทศไทย?
- บัญชีเงินฝากในธนาคารไทย
- ห้องชุดหรือคอนโดมิเนียม
- รถยนต์
- หุ้นหรือหลักทรัพย์
- หุ้นในบริษัทไทย
- เงินหรือสิทธิเรียกร้องที่บุคคลอื่นต้องชำระแก่ผู้ตาย
- สิทธิตามสัญญา
- ทรัพย์สินอื่นที่ตั้งอยู่หรือจำเป็นต้องดำเนินการโอนในประเทศไทย
เมื่อเจ้าของทรัพย์เสียชีวิต ทรัพย์ดังกล่าวย่อมเข้าสู่กองมรดก แต่การเป็นทายาทไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำใบมรณบัตรไปถอนเงินหรือเปลี่ยนชื่อเจ้าของทรัพย์สินได้ทันทีในทุกกรณี ในทางปฏิบัติ ธนาคาร สำนักงานที่ดิน บริษัท และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักต้องตรวจสอบว่าบุคคลใดมีอำนาจตามกฎหมายในการจัดการกองมรดก นี่จึงเป็นเหตุผลที่คำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกมีความสำคัญต่อการจัดการทรัพย์สินในประเทศไทย
ใครสามารถขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกได้?
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 เมื่อมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนด ทายาท ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการ สามารถร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้
ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิตและมีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือแบ่งมรดก หรือผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมไม่สามารถหรือไม่ประสงค์จะทำหน้าที่ ดังนั้น ผู้ร้องไม่จำเป็นต้องเป็นคนไทย เพียงแต่ต้องมีสถานะเป็นบุคคลที่มีสิทธิยื่นคำร้องตามกฎหมายและสามารถแสดงหลักฐานต่อศาลได้
กรณีที่ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมอยู่ต่างประเทศก็เป็นเหตุหนึ่งที่กฎหมายระบุไว้ในมาตรา 1713 (1) โดยต้องแสดงข้อเท็จจริงและหลักฐานประกอบคำร้อง
ชาวต่างชาติสามารถเป็นผู้จัดการมรดกในประเทศไทยได้หรือไม่?
โดยหลักสามารถเป็นได้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 กำหนดบุคคลที่ไม่สามารถเป็นผู้จัดการมรดก ได้แก่ ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย
กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าบุคคลต่างด้าวหรือชาวต่างชาติเป็นลักษณะต้องห้ามในการเป็นผู้จัดการมรดก ดังนั้น การไม่มีสัญชาติไทยเพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้ทำให้บุคคลนั้นขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้จัดการมรดก อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งยังเป็นดุลพินิจของศาล โดยศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริง ความเกี่ยวข้องกับกองมรดก และความเหมาะสมของบุคคลที่จะทำหน้าที่จัดการทรัพย์สินของผู้ตายประกอบกัน
มีพินัยกรรมจากต่างประเทศแล้ว ยังต้องตั้งผู้จัดการมรดกในประเทศไทยหรือไม่?
พินัยกรรมกับอำนาจในการจัดการทรัพย์มรดกเป็นคนละเรื่องกัน
พินัยกรรมต่างประเทศอาจเป็นหลักฐานสำคัญในการพิจารณาสิทธิในกองมรดก แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้รับมรดกจะสามารถนำพินัยกรรมไปถอนเงินจากธนาคารไทยหรือโอนคอนโดของผู้ตายได้ทันที
การนำพินัยกรรมต่างประเทศมาใช้ในประเทศไทยอาจต้องตรวจสอบเพิ่มเติมทั้งเรื่องความสมบูรณ์ของพินัยกรรม กฎหมายที่ใช้บังคับ การรับรองเอกสาร การแปลเอกสารเป็นภาษาไทย บุคคลที่มีสิทธิในกองมรดก และความจำเป็นในการขอคำสั่งจากศาลไทย ดังนั้น การมีพินัยกรรมไม่ได้ทำให้ความจำเป็นในการตั้งผู้จัดการมรดกหมดไปโดยอัตโนมัติ
มี Probate หรือคำสั่งศาลจากต่างประเทศแล้ว ใช้ในประเทศไทยได้เลยหรือไม่?
อีกกรณีที่พบบ่อยคือ ครอบครัวได้ดำเนินกระบวนการ Probate หรือ Estate Administration ในต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว และมีคำสั่งศาลแต่งตั้ง Executor หรือ Administrator อยู่แล้ว
เอกสารเหล่านี้อาจเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินการในประเทศไทย แต่ไม่ควรถือว่าคำสั่งศาลต่างประเทศสามารถนำมาบังคับหรือใช้แทนคำสั่งศาลไทยได้โดยอัตโนมัติ เมื่อต้องจัดการทรัพย์สินในประเทศไทย จำเป็นต้องตรวจสอบว่าคำสั่งหรือเอกสารจากต่างประเทศมีผลอย่างไรภายใต้กฎหมายไทย และหน่วยงานที่ถือหรือจดทะเบียนทรัพย์นั้นต้องการเอกสารใด ในหลายกรณีจึงยังจำเป็นต้องดำเนินกระบวนการต่อศาลไทยเพื่อให้มีผู้จัดการมรดกซึ่งมีอำนาจจัดการทรัพย์สินในประเทศไทยอย่างชัดเจน
เอกสารจากต่างประเทศที่มักต้องใช้
- ใบมรณบัตร
- หนังสือเดินทางของผู้ตาย
- พินัยกรรม หากมี
- Probate / Grant of Probate / Letters of Administration หรือคำสั่งศาลต่างประเทศ หากมี
- สูติบัตร ทะเบียนสมรส หรือเอกสารพิสูจน์ความสัมพันธ์กับผู้ตาย
- หนังสือเดินทางหรือเอกสารประจำตัวของทายาท
- เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สินในประเทศไทย
- เอกสารแสดงรายชื่อทายาท
- หนังสือมอบอำนาจ หากมีการมอบอำนาจให้ดำเนินการในประเทศไทย
เอกสารต่างประเทศที่จะนำมาใช้ต่อศาลไทยอาจต้องผ่านขั้นตอนรับรองเอกสาร (legalisation/authentication) และจัดทำคำแปลภาษาไทยตามลักษณะของเอกสารและประเทศที่ออกเอกสาร จึงควรตรวจสอบข้อกำหนดก่อนดำเนินการ เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องจัดส่งหรือรับรองเอกสารจากต่างประเทศใหม่ในภายหลัง
ผู้ร้องหรือทายาทอยู่ต่างประเทศ ต้องเดินทางมาประเทศไทยหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องสรุปว่าทุกกรณีต้องเดินทางมาประเทศไทยตั้งแต่เริ่มต้น ทนายความในประเทศไทยสามารถตรวจสอบเอกสาร ทรัพย์สิน เขตอำนาจศาล และจัดเตรียมคำร้องก่อน รวมถึงพิจารณาว่าขั้นตอนใดสามารถดำเนินการโดยผู้รับมอบอำนาจได้ อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ร้องจะต้องมาเบิกความหรือดำเนินการด้วยตนเองหรือไม่ ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงของคดี วิธีพิจารณาของศาล และคำสั่งของศาลในแต่ละกรณี
ขั้นตอนการตั้งผู้จัดการมรดกสำหรับชาวต่างชาติในประเทศไทย
- ตรวจสอบเจ้ามรดกและทายาท — ตรวจสอบสัญชาติ ภูมิลำเนา พินัยกรรม คู่สมรส บุตร และบุคคลที่อาจเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย
- ตรวจสอบทรัพย์สินในประเทศไทย — ระบุว่าผู้ตายมีทรัพย์สินอะไร อยู่ที่ใด และมีหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นหรือไม่
- ตรวจสอบเขตอำนาจศาล — หากผู้ตายไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ที่ตั้งของทรัพย์มรดกจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาศาลที่มีอำนาจรับคำร้อง
- เตรียมและยื่นคำร้องต่อศาล — จัดเตรียมคำร้อง รายชื่อทายาท บัญชีทรัพย์ และเอกสารจากประเทศไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง แล้วดำเนินกระบวนการไต่สวนตามที่ศาลกำหนด
- นำคำสั่งศาลไปจัดการทรัพย์มรดก — เมื่อได้รับการแต่งตั้งแล้ว ผู้จัดการมรดกสามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อรวบรวมทรัพย์ ชำระหนี้ โอนทรัพย์ และแบ่งมรดกให้แก่ผู้มีสิทธิตามกฎหมายหรือพินัยกรรม
ตัวอย่าง: ชาวต่างชาติเสียชีวิต มีคอนโดและบัญชีธนาคารในกรุงเทพฯ
สมมติว่าชาวอังกฤษอาศัยและเสียชีวิตในประเทศอังกฤษ แต่ยังเป็นเจ้าของคอนโดในกรุงเทพมหานครและมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารไทย แม้ผู้ตายไม่ใช่คนไทย ไม่ได้เสียชีวิตในประเทศไทย ไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย และทายาททั้งหมดอาศัยอยู่ต่างประเทศ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถดำเนินกระบวนการเกี่ยวกับมรดกในประเทศไทยได้
สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ ทรัพย์มรดกในประเทศไทยตั้งอยู่ที่ใด ใครเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย และต้องใช้เอกสารใดในการยื่นคำร้องต่อศาลไทย จุดเริ่มต้นของคดีจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “ผู้ตายเป็นคนชาติอะไร?” แต่เป็นคำถามว่า “ผู้ตายมีทรัพย์สินอะไรอยู่ในประเทศไทย และต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อให้มีบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายจัดการทรัพย์นั้น?”
กฎหมายและแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา: ศาลที่รับคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600, 1713, 1718 และ 1719: กองมรดก ผู้มีสิทธิร้อง คุณสมบัติ และอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก
- พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 37–40: กฎหมายที่ใช้กับมรดกและพินัยกรรม
ข้อมูลเพิ่มเติม: สำนักงานอัยการสูงสุด: ขอตั้งผู้จัดการมรดกของชาวต่างชาติ และ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา: กฎหมายขัดกัน
คำถามที่พบบ่อย
ชาวต่างชาติเสียชีวิตในต่างประเทศ แต่มีทรัพย์สินในไทย สามารถตั้งผู้จัดการมรดกในไทยได้หรือไม่?
ได้ หากผู้ตายมีทรัพย์มรดกอยู่ในประเทศไทยและคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลไทย แม้ผู้ตายจะไม่มีภูมิลำเนาและไม่ได้เสียชีวิตในประเทศไทยก็ตาม
ผู้จัดการมรดกจำเป็นต้องเป็นคนไทยหรือไม่?
ไม่จำเป็น สัญชาติไม่ใช่ลักษณะต้องห้ามในการเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายไทย อย่างไรก็ตาม ศาลจะพิจารณาความเหมาะสมของบุคคลที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นรายกรณี
มีพินัยกรรมต่างประเทศแล้ว ยังต้องตั้งผู้จัดการมรดกในประเทศไทยหรือไม่?
อาจยังจำเป็น พินัยกรรมเป็นหลักฐานเกี่ยวกับเจตนาของผู้ตายและสิทธิของผู้รับมรดก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำไปถอนเงินจากธนาคารหรือโอนทรัพย์สินในประเทศไทยได้ทันที
มี Grant of Probate หรือคำสั่งศาลต่างประเทศแล้ว ใช้กับทรัพย์ในประเทศไทยได้เลยหรือไม่?
ไม่ควรถือว่าใช้แทนคำสั่งศาลไทยได้โดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาผลของเอกสารดังกล่าวตามกฎหมายไทยและข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์แต่ละประเภท
หากมีเพียงบัญชีธนาคารในประเทศไทย จำเป็นต้องตั้งผู้จัดการมรดกหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง มูลค่าทรัพย์ นโยบายของธนาคาร และเอกสารที่มีอยู่ แต่ในหลายกรณีธนาคารจะต้องการหลักฐานอำนาจของบุคคลที่มีสิทธิจัดการกองมรดกก่อนดำเนินการจ่ายเงิน
หากมีคอนโดในประเทศไทย ต้องทำอย่างไรหลังเจ้าของเสียชีวิต?
โดยทั่วไปต้องตรวจสอบก่อนว่าใครเป็นทายาทหรือผู้รับมรดก มีพินัยกรรมหรือไม่ และใครมีอำนาจจัดการกองมรดก ก่อนดำเนินการเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ต่อสำนักงานที่ดิน หากทายาทเป็นชาวต่างชาติ ต้องตรวจสอบข้อจำกัดการถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเพิ่มเติม
ทายาทอยู่ต่างประเทศทั้งหมด สามารถเริ่มดำเนินการได้หรือไม่?
ได้ในหลายกรณี โดยสามารถเริ่มจากการตรวจสอบเอกสาร ทรัพย์สิน และเขตอำนาจศาลจากต่างประเทศก่อน ส่วนการเดินทางมาประเทศไทยหรือการเข้าเบิกความต้องพิจารณาตามกระบวนการของแต่ละคดี
เอกสารต่างประเทศต้องแปลเป็นภาษาไทยหรือไม่?
เอกสารที่นำมาใช้ต่อศาลไทยโดยทั่วไปต้องมีคำแปลภาษาไทย และเอกสารบางประเภทอาจต้องผ่านการรับรองก่อนนำมาใช้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทเอกสารและประเทศที่ออกเอกสาร
สรุป
การที่เจ้ามรดกเป็นชาวต่างชาติไม่ได้เป็นอุปสรรคโดยตัวมันเองต่อการตั้งผู้จัดการมรดกในประเทศไทย หากผู้ตายมีบัญชีธนาคาร คอนโด หุ้น รถยนต์ หรือทรัพย์สินอื่นในประเทศไทย ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียอาจดำเนินกระบวนการต่อศาลไทยเพื่อให้มีผู้จัดการมรดกสำหรับจัดการทรัพย์สินเหล่านั้นได้
และบุคคลที่จะเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนไทย เนื่องจากสัญชาติไม่ใช่ลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 1718 สำหรับมรดกที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การตรวจสอบที่ตั้งของทรัพย์ สถานะของทายาท พินัยกรรม เอกสารจากต่างประเทศ และเขตอำนาจศาลก่อนเริ่มดำเนินการ
สิ่งที่ควรทำต่อไป
- หากสมาชิกในครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิดเป็นชาวต่างชาติและเสียชีวิตโดยยังมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย สิ่งที่ควรทำในเบื้องต้นคือ อย่าเพิ่งเริ่มจากการติดต่อทุกหน่วยงานแยกกันโดยไม่มีภาพรวมของกองมรดก
- ตรวจสอบสัญชาติ ภูมิลำเนา พินัยกรรม ทายาท เอกสาร Probate และทรัพย์สินแต่ละรายการในประเทศไทย
- จากนั้นจึงตรวจสอบต่อว่า ศาลไทยแห่งใดมีอำนาจรับคำร้อง ใครควรเป็นผู้ร้อง ใครควรได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก และเอกสารจากต่างประเทศใดต้องแปลหรือรับรองก่อนนำมาใช้ การตรวจสอบประเด็นเหล่านี้ตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความเสี่ยงในการเตรียมเอกสารผิดรูปแบบ ยื่นคำร้องต่อศาลที่ไม่มีเขตอำนาจ หรือดำเนินการรับรองเอกสารจากต่างประเทศเกินความจำเป็น
หากคุณกำลังประสบปัญหาเรื่องนี้
ถ้าคุณกำลังเจอเรื่องแบบนี้อยู่ หรือไม่แน่ใจว่าหลักฐานที่มีในมือเพียงพอหรือไม่ สอบถามเข้ามาได้ครับ เราจะช่วยดูว่าเอกสารและข้อความที่คุณเก็บไว้บอกอะไรได้บ้างในทางกฎหมาย และมีทางเลือกอะไรอยู่ข้างหน้า
หลักฐานที่ควรเตรียมไว้ก่อนปรึกษา
- ใบมรณบัตร
- สำเนาหนังสือเดินทางของผู้ตาย
- พินัยกรรม หากมี
- Grant of Probate, Letters of Administration หรือคำสั่งศาลต่างประเทศ หากมี
- รายชื่อคู่สมรส บุตร และทายาทที่เกี่ยวข้อง
- รายการทรัพย์สินในประเทศไทย
- เอกสารเกี่ยวกับบัญชีธนาคาร คอนโด หุ้น บริษัท รถยนต์ หรือทรัพย์สินอื่นในประเทศไทย
ปรึกษาเบื้องต้นไม่มีข้อผูกมัด และทุกเรื่องที่ปรึกษาเป็นความลับตามจรรยาบรรณวิชาชีพ โทร 065-145-5546 หรือติดต่อผ่านช่องทางใดก็ได้ที่สะดวก
บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป มิใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี ข้อเท็จจริงที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยอาจเปลี่ยนผลทางกฎหมายทั้งหมด และตัวบทอาจมีการแก้ไข โปรดปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการใด ๆ